วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ออกไปข้างใน - นฆ ปักษนาวิน

: สรรพกาละ/สหสัมพันธ์

550418.nok

[ออกไปข้างใน / นฆ ปักษนาวิน / สำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2555]

เรื่องสั้นทุกเรื่องในหนังสือรวมเรื่องสั้น “ออกไปข้างใน” ของ นฆ ปักษนาวิน ล้วนเล่าเรื่องด้วยมิติเวลาอันซับซ้อน และไม่มีเรื่องใดดำเนินเรื่องด้วยเวลาที่เป็นเส้นตรงธรรมดาเลย แต่ละเรื่องจะสลับไปมาระหว่างเวลาภายนอก หรือเวลาฟิสิกส์ตามนาฬิกา กับเวลาภายใน ซึ่งเป็นเวลาเชิงจิตวิทยาของตัวละคร ทั้งเวลาของความทรงจำถึงอดีตที่พร่าเลือน หรือเวลาในโลกอื่นที่ซ้อนเข้ามา อย่างเวลาของเรื่องแต่งที่ซ้อนอยู่ในเรื่องแต่ง เวลาของจินตนาการ เวลาของความรู้สึกอันสับสนมึนเบลอ เวลาของมิติลี้ลับเหนือธรรมชาติ กระทั่งเวลาของผู้อ่านแต่ละคนที่ตีความตัวบทแตกต่างกัน

การเล่นกับเวลาเช่นนี้มิได้เป็นเพียงวิธีการเล่าเรื่อง แต่เป็นการสะท้อนความจริงอย่างที่นักเขียนแลเห็น

เวลาภายนอกตามอาชีพของ นฆ ปักษนาวิน เป็นแพทย์บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคใต้ แต่เวลาภายในของเขาเป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะหลากรูปแบบ ทั้งกวีนิพนธ์ วรรณกรรม หนังสั้น และออกแบบกราฟิก ทั้งยังทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อย่างร้านหนังสือ ทำหนังสือ ฉายหนัง แสดงงานศิลปะ ฯลฯ

นฆ ปักษนาวิน เริ่มเป็นที่รู้จักจากงานบทกวี เรื่องสั้น และหนังสั้น ตามลำดับ งานในช่วงแรกยังไม่ปรากฏแนวทางเด่นชัด แต่หลังจากปี 2550 เป็นต้นมา เขาก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นในการแสดงเนื้อหาและรูปแบบอย่างที่ตนเองต้องการ ดังที่ปรากฏเป็นรวมเรื่องสั้น “ออกไปข้างใน” ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกที่สำคัญของเขา

10 เรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแต่งที่สมมติขึ้นมาเพื่อบอกเล่าสภาวะของความจริงอย่างที่นักเขียนรู้สึกถึง เป็นความจริงภายในตัวตนของมนุษย์ที่บอกความจริงภายนอกของสังคมด้วย

เวลาในเรื่อง “แผลเป็น” ซ้อนทับกันอยู่ในสองจักรวาลปะปนกัน คือเวลาปัจจุบันของเรื่อง กับเวลาในอดีตชาติของตัวละคร โดยมีแผลเป็นของตัวละครเป็นจุดเชื่อมต่อ

“มีรูรั่วเล็กๆ ที่เปิดออกไปสู่อีกโลกหนึ่ง รูรั่วที่ว่านั้นอยู่บนแผลเป็นตรงอกด้านซ้ายของผม” (หน้า 22)

การดำเนินเรื่องเล่าสลับไปมาระหว่างตัวละครในปัจจุบันกับตัวละครในอดีตชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เนื่องจากตัวละครในอดีตชาติเสียชีวิตในวัยนี้ด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนัก เพียงชั่วอายุที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของตัวละครเท่านั้น แต่สังคมกลับลืมเลือนไปเสมือนไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับตัวละครที่จำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้ กระทั่งได้รับการกระตุ้นเตือนจากแผลเป็นที่ทำให้ระลึกถึงความเจ็บปวดในอดีตขึ้นมา นักเขียนผูกโยงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวอันซับซ้อนของตัวละครเข้ากับการเมืองในประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบความรู้สึกของสังคมเข้ากับความรู้สึกส่วนตัว เพื่อให้สัมผัสถึงความพิพักพิพ่วนของความเจ็บปวดและการหลงลืม แผลเป็นจึงเป็นรอยต่อที่ทำให้หวนระลึก ขณะที่โลกคู่ขนานต่างส่องสะท้อนซึ่งกันและกันในหลายประเด็นที่คมคายทางความคิด

เวลาในเรื่อง “ขนมหลากสี” เป็นความแปลกแยกทางรสนิยมและวัฒนธรรมกับความเป็นจริงของสังคม นักเขียนวาดภาพร้านกาแฟเลิศหรูซึ่งรวมข้าวของชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก และกลุ่มคนหนุ่มสาวที่หลงใหลในวัฒนธรรมกบฏต่อต้านสังคม แต่ก็เหมือนอยู่คนละห้วงกาลกับความเป็นไปภายนอก

“เรายังคงเมามายอยู่บนชั้นสูงสุดอย่างไม่รับรู้วันคืน แม้ว่าอาจจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริงๆ บนท้องถนน มีการสังหารและความตาย มีควันไฟสีดำพุ่งพวยขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่เราก็หาได้สนใจ เราเมามายด้วยความสุขในห้องที่มืดมิดทั้งกลางวันและกลางคืน” (หน้า 47)

ขณะที่ตัวละครในเรื่อง “กลุ่มจิตบำบัด” ก้าวข้ามเวลาไปในความทรงจำที่ดำมืดของตัวเองและสังคม ผ่านกระบวนการทำหนัง จากเรื่องแต่งและการแสดงเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของจิตใจมนุษย์ ซึ่งทำให้คนธรรมดากระทำเรื่องเลวร้ายได้ไม่ยาก

ตัวละครในเรื่อง “สวรรค์ชายขอบ” ยังคงเป็นวัยรุ่นก่อนบรรลุนิติภาวะ นักเขียนให้เด็กสาวที่ชื่อ “ฟิรดาวส์” เป็นตัวแทนของโลกในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เหมือนมาจากห้วงกาลอื่น ซึ่งตัวละครเอกในฐานะตัวแทนของผู้อ่านไม่เคยรู้จักเข้าใจมาก่อน แม้จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันก็ตาม กระทั่งเด็กสาวเสียชีวิต พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาก็ยังคงมึนงงไปในการค้นหาความจริงเหล่านั้น

เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง “นอร์ท วินด์ บุ๊คส์” ซึ่งต้องเดินทางไปทำความรู้จักกับพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต และใช้ชีวิตแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง แล้วก็ค่อยๆ ค้นพบตัวเองขึ้นมา จากเงาสะท้อนของพ่อที่หลงเหลืออยู่ในเวลาที่อ้อยอิ่งของร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น

เวลาที่ซ้อนทับกับมิติลี้ลับในเรื่อง “เต่ากระและฉลาม” ปอกเปลือกความสัมพันธ์ของตัวละครซึ่งเป็นนักธุรกิจหญิงจากตระกูลเก่าแก่ กับการเข้าครอบครองคุณค่าต่างๆ ด้วยอำนาจเงินตรา แต่ก็ยังคงรู้สึกล่องลอยโดยไม่รู้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตึกโบราณตามเมืองต่างๆ มาทำเป็นร้านอาหาร หรือความสัมพันธ์กับสามีซึ่งเป็นนักวิชาการด้านสมุทรศาสตร์ เล่าผ่านตัวละครนักเขียนซึ่งเธอจ้างให้เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา

ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือระหว่างความโดดเดี่ยวกับความผูกพัน ขยายความขึ้นเป็นตัวละครเจ้าหน้าที่ประจำหอวิทยุการบินในเรื่อง “กฎของคู่แปด” ซึ่งย้อนกลับไปสมัครเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่เคยเรียนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง แล้วย้อนระลึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตเกี่ยวเนื่องกับปัจจุบัน

เขาวงกตแห่งความแปลกปลอมซับซ้อนขึ้นในเรื่อง “ตอง” ซึ่งเล่าเรื่องของชายหนุ่มโปรแกรมเมอร์ที่กำลังทำซอฟต์แวร์จำลองภาพถ่ายดิจิตอลให้ละม้ายกับภาพถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ ระหว่างนั้นเขาก็สัมพันธ์กับภรรยาที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเรือสำราญ ควบคู่ไปกับตองซึ่งเป็นหญิงบริการ ฉากหลังเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเต็มไปด้วยสิ่งแปลกปลอม ตัวละครบอกเล่าสิ่งละอันพันละน้อยวกไปวนมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เหมือนมีความผิดพลาดที่มองไม่เห็นแฝงเร้นอยู่ตลอดเวลา

เวลายังคงซ้อนทับกันไปมาในเสียงเล่าของเรื่อง “ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น” ซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์และความจริงที่คลุมเครือ ขณะที่การพยายามรักษาเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วในเรื่อง “เรือนจำสองร้อยปี” กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ทับถมหนักหน่วงไม่รู้จบ

เวลาในเรื่องสั้นของ นฆ ปักษนาวิน เหมือนกระจกหลายบานที่ส่องสะท้อนกันอยู่ไปมา และเกี่ยวโยงกันเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ บางภาพเป็นสิ่งเดิมที่ปรากฏในอีกด้านหนึ่ง เหมือนตัวละครที่ชื่อ “ปาริสุทธิ์” ซึ่งคลุมเครือ มีเสน่ห์ และแผ่วบาง ปรากฏอยู่ในเรื่องราวที่ต่างกันหลายเรื่อง ทั้งหมดเป็นความขัดแย้งภายในตัวตนของมนุษย์ แตกกระจายไปกับภาพสะท้อนอันซับซ้อน อันเนื่องมาจากไม่อาจยึดเหนี่ยวความจริงภายนอกไว้อ้างอิงเป็นตัวตนได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกับเวลาภายในจิตใจที่วกวนไปมาไม่แน่นอน บางสิ่งวนเวียนอยู่ชั่วนิรันดร์ ขณะที่บางสิ่งอาจพลิกผันในชั่วพริบตา.

พิมพ์ครั้งแรก: Vote