วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (3)

: พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)

“แสวงหาธรรมะเพื่อดับทุกข์ในชีวิตเถิด อย่าเพื่อความเป็นปราชญ์, หรือแม้เพื่อความเป็นพระอรหันต์กันเลย จะหลงทางมาก ไกลออกไปเปล่าๆ”

“พินัยกรรม” - พุทธทาสภิกขุ

-4-

เปลือกและแก่นของธัมมิกวรรณกรรม

ข้อจำกัดในเทคนิควิธีของวรรณกรรมเพื่อชีวิตทำให้นวนิยายเรื่อง “อมตะ” ของ วิมล ไทรนิ่มนวล นำเสนอเนื้อหาทางศาสนาได้แค่ระดับสารสนเทศเท่านั้น และความคุ้นชินต่อขนบการประพันธ์แบบสมจริง แม้จะเป็นความจริงในจินตนาการ คือเป็นโลกสมมติที่ไม่ระบุเวลาและสถานที่ชัดเจน แต่การหลงติดอยู่กับวิธีอธิบายความจริงเชิงประจักษ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแยกส่วนปัญหาตามกลไกของเหตุผล เพื่อชี้ชัดถูก / ผิด และระบุดี / ชั่ว ก็ทำให้นวนิยายมีโครงเรื่องที่แข็งทื่อ ตายตัว ไม่ยืดหยุ่นต่อการแสดงความจริงที่อยู่นอกเหนือการประจักษ์เห็นด้วยกรอบเหตุผลนั้น และนั่นก็ส่งผลให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในระดับสารัตถะหรือความคิดสรุปของเรื่อง

วิมลไม่สามารถสร้างความสมจริงให้กับพฤติกรรมของตัวละครได้ ด้วยว่าเหตุผลที่เขาประดิษฐ์สร้างขึ้นนั้นไม่สมบูรณ์ หรือมีความขัดแย้งในตัวเอง เช่น

การนำข้อมูลที่เป็นหลักคำสอนทางศาสนาไปยัดใส่ปาก “อรชุน” ทั้งที่เป้าประสงค์ของตัวละครตัวนี้ไม่ใช่การเผยแพร่ศาสนา แต่เป็นการแก้แค้น “พรหมินทร์” ที่สร้างชีวิตเขาขึ้นมาเป็น “อะไหล่” ให้กับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และเพื่อช่วยเหลือ “คนโคลน” ที่เขาเห็นว่ามีสิทธิในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมคนทั่วไป

จริงอยู่ อรชุนมีอาชีพเป็นนักจิตบำบัด เขาอาจใช้ธรรมะเพื่อกล่อมเกลา “ศศิประภา” และ “ชีวัน” ให้คลายทุกข์ได้ แต่จำเป็นแค่ไหนที่เขาจะต้องอวดภูมิรู้ทางศาสนาเพื่อเอาชนะคัดคานพรหมินทร์และ “โปรเฟสเซอร์สเปนเซอร์” ทั้งที่มันอาจทำให้แผนการของเขาเสียหาย

นอกจากนี้เขายังรู้ดีว่าพรหมินทร์ไม่รับฟังเรื่องพวกนี้แน่ๆ

“ปัญหาศีลธรรมผมคงไม่พูดถึงหรอก เพราะพูดยังไงก็เถียงสู้เหตุผลของพ่อคุณไม่ได้” (หน้า 73)

สาเหตุมีอยู่ข้อเดียวคือ นักเขียนต้องการใช้โอกาสนี้เทศนาผู้อ่าน แม้ต้องลดทอนอรรถรสของนวนิยายลงไปก็ตาม

และทำไมวิมลต้องจบเรื่องแบบ open ending คือเปิดให้ผู้อ่านคิดหาบทสรุปกันเอง มันคือการฝึกให้ผู้อ่านหัดใช้สมอง หรือนักเขียนเองก็ไม่รู้จะลงเอยอย่างไร หลังจากที่ได้ผูกปมอันยุ่งเหยิงไว้หลายประเด็น อาทิ

- หลังจากผ่าตัดเอาสมองของพรหมินทร์มาใส่ร่างของอรชุนแล้ว ตัวตนที่ลุกขึ้นมาในตอนท้ายนั้นคือใคร ถ้าเชื่อว่าตัวความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์อยู่ที่สมอง ตัวตนนั้นก็จะเป็นพรหมินทร์ แต่ถ้าเชื่อว่าตัวความรู้สึกนึกคิดคือจิตที่มีตำแหน่งอยู่ตรงหัวใจ ตัวตนนั้นก็จะเป็นอรชุน

หรือว่าตัวตนนั้นจะเป็นทั้งพรหมินทร์และอรชุน

“ผมไม่ชอบไอ้เสียงแบบนี้เลย มันจะเป็นเสียงเดิมของผม หรือเสียงของตัวโคลนเสียสักอย่างก็ไม่ได้! ผมหวังว่ามันคงจะไม่เป็นเสียงผสมระหว่างผมกับเขานะครับ” (หน้า 216)

- ถ้าตัวตนนั้นคือพรหมินทร์จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ธุรกิจโคลนคนและเปลี่ยนถ่ายอวัยวะคงฟูเฟื่อง พรหมินทร์เป็นอมตะในแบบที่เขาเชื่อ ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนร่างไปเรื่อยๆ เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า (แล้วเซลส์สมองไม่เสื่อมบ้างหรืออย่างไร) ในขณะที่ครอบครัวของเขาแตกสลาย ภรรยาของเขาหันไปสงเคราะห์สัตว์อนาถา ส่วน “รติรัตน์” ลูกสาวของเขาตั้งครรภ์กับตัวโคลนของเขาเอง ดังนั้นแม้เขาจะเป็นอมตะ แต่คงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์

- ถ้าตัวตนนั้นคืออรชุน แผนการของพรหมินทร์คงถูกล้มเลิก ตัวโคลนได้รับการปลดปล่อย แต่รติรัตน์ก็ยังตกเป็นเหยื่อแก้แค้นของเขาโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ผู้อ่านยังต้องระแวงว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว อรชุนจะกลายเป็นพรหมินทร์หมายเลขสองหรือไม่ เพราะนวนิยายแสดงออกให้เห็นมาตลอดทั้งเรื่องว่า “ธาตุแท้ของมนุษย์นั้นเห็นแก่ตัวและชั่วร้าย” และ “ศีลธรรมความดีที่คนเรากล่าวอ้างกันนั้น ที่แท้ก็เป็นเพียงแพ็คเกจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตนเองเท่านั้น” (หน้า 188)

- แล้วถ้าตัวตนนั้นมีสมองเป็นของพรหมินทร์ แต่จิตเป็นของอรชุน เรื่องมันจะวุ่นวายไปแค่ไหน

การทิ้งเรื่องไว้ในพล็อตเช่นนี้ ย่อมทิ้งค้างประเด็นปลีกย่อยของเนื้อเรื่องไว้ให้ผู้อ่านสงสัย ไม่ใช่สาระสำคัญทางศาสนาในประเด็นที่นวนิยายพยายามแจกแจง (ข้อมูลในส่วนของหลักธรรมคำสอนเป็นวาทะลอยๆ ที่ไม่ได้ส่งผลต่อเหตุการณ์ในเรื่อง) เพราะฉะนั้นจะเรียกนวนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นธัมมิกวรรณกรรมได้อย่างไร

ถ้าผู้อ่านสนใจข้อมูลในลักษณะเทศนาเช่นนี้ ควรอ่านเอาจากหนังสือธรรมะไม่ดีกว่าหรือ

หรือหากต้องการให้นวนิยายเรื่องนี้เป็นธัมมิกวรรณกรรมจริงๆ คงต้องพิจารณากันในด้านอื่น ไม่ใช่เพียงเพราะการนำเสนอข้อมูลดิบอย่างหยาบๆ เท่านั้น

จุดที่น่าพิเคราะห์ในลักษณะพิเศษทางการประพันธ์ของนวนิยายเรื่อง “อมตะ” ก็คือ การต่อสู้กันด้วยเหตุผลในการวิวาทะระหว่างฝ่ายโลกกับฝ่ายธรรม แม้ฝ่ายธรรมนั้นจะดูเหมือนเถียงสู้ไม่ได้ นอกจากจะ “คาบคัมภีร์” มากล่าวอ้างเท่านั้น ซึ่งไม่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือเท่าไหร่ จนนักเขียนต้องขยับปากกาบังคับให้ตัวละครอื่นคล้อยตามอย่างว่าง่าย แต่การแสดงเหตุผลทางฝ่ายโลกของวิมลนั้นมีพลังที่น่าสนใจยิ่ง

ตัวอย่างเช่น

“อย่าเป็นห่วงใยคนบาปอย่างเรา เรื่องการโคลนและการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเป็นเรื่องของเรา ถ้ามันจะเป็นบาป มันก็ตกอยู่ที่พวกเรา มันไม่ได้อยู่ที่พวกท่าน พวกเรายินดีจะรับบาปไว้เอง ก็เหมือนกับท่านฉันเนื้อสัตว์กันนั่นแหละ ท่านเป็นเพียงแต่ผู้ฉัน มีหน้าที่ฉันก็ฉันกันไป ส่วนกระบวนการก่อนหน้านั้น เราเป็นผู้จัดการเอง” (หน้า 33)

จุดเด่นของ ‘อมตะ’ และ วิมล ไทรนิ่มนวล ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ก็คือ ชั้นเชิงในการดำเนินเรื่องด้วยน้ำเสียงเสียดสี (satire) ประชดเหน็บแนม (sarcasm) และถากถาง (lampoon) ซึ่งวิมลมีความคล่องตัวในชั้นเชิงการเขียนแบบนี้ชนิดหาใครเทียบยาก ทั้งยังลึกซึ้ง คมคาย รุนแรง และตรงเป้าหมาย ทำให้เขาสามารถเปิดเผยและปอกลอกทุกซอกมุมของความชั่วร้ายได้อย่างง่ายๆ เหมือนพ่อค้าเนื้อที่ชำนาญในการใช้มีดชำแหละอย่างชำนิชำนาญ และไร้ที่ติ

วิมลมีศิลปะในการเสียดสี เขาเสียดสีอย่างมีศิลปะ จนอาจกล่าวได้ว่าการเสียดสีของเขาทำให้เรื่องเล่าธรรมดากลายเป็นศิลปะ

แต่อาจเพราะการเสียดสีนี่เองที่ทำให้การเสนอเนื้อหาทางศาสนาในเรื่อง “อมตะ” เป๋ไป

เพราะนักเขียนเลือกใช้วิธีถ่ายทอดหลักธรรมด้วยการ ‘คัดลอก’ และถ่ายทอดออกมาตรงๆ จึงถูกน้ำเสียงเสียดสีของเขาแปรแปลงสาระนั้นจนบิดเบี้ยว ผิดผัน และเป็นอื่นจากเจตนา

เช่น ในขณะที่อรชุนกำลังกล่าวอ้างถึงธรรมะ เขากลับดำเนินการแก้แค้นพรหมินทร์ไปด้วย ปากที่คาบคัมภีร์อยู่นั้นจึงแฝงกลิ่นของการผิดศีลธรรม

ที่จริงวิมลน่าจะ ‘แปล’ ข้อมูลทางศาสนาให้ออกมาในรูปแบบที่เขาชำนาญ คือเขาไม่ใช่นักเขียนที่พูดถึงความดีงามได้ถนัดปากนัก แต่จะตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ได้แจ่มแจ้งกว่า พูดง่ายๆ ว่าเขาเป็นนักเขียนที่ระบายสีดำได้ดีกว่าสีขาว ดังจะเห็นจากพื้นบรรยากาศในเรื่อง “อมตะ” ที่น้ำหนักของความชั่วร้ายแสดงตัวได้ชัดเจนกว่าหลักธรรม

หรือหากย้อนไปดูผลงานที่สร้างชื่อของเขา ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายเรื่อง “งู” (ปี 2527) “คนทรงเจ้า” (ปี 2531) หรือ “จ้าวแผ่นดิน” (ปี 2538) จะเห็นว่าเอกลักษณ์ในการประพันธ์ของวิมลคือการสะท้อนภาพชีวิตในด้านที่ไม่น่าอภิรมย์นัก พฤติกรรมของตัวละครล้วนหมิ่นเหม่ต่อกรอบศีลธรรม อันเกิดจากความกดดันของสภาพสังคม ผู้คนรอบข้าง หรือจิตใจอันสับสนของตัวเอง

และจุดเด่นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ วิมล ไทรนิ่มนวล เหนือกว่านักเขียนรุ่นเดียวกันในการเขียนนวนิยายก็คือ การสร้างตัวละครนี่เอง เพราะโดยทั่วไปนวนิยายจำเป็นต้องใช้ ‘พื้นที่’ ในการนำเสนอค่อนข้างมาก ความสำเร็จของการเขียนจึงมักจะอยู่ตรงการวาดภาพตัวละครให้มีชีวิต จนเป็นที่ประทับใจได้ง่าย

ตัวละครของวิมลส่วนใหญ่มีลักษณะนิสัยรอบด้าน (round character) อีกทั้งยังสลับซับซ้อนและขัดแย้งกันอยู่ในที (paradox) คือมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง กระทั่งไม่อาจระบุชัดได้ว่าเป็นคนดีหรือไม่ดีกันแน่ คุณสมบัติข้อนี้เองที่ทำให้นวนิยายของเขาคาบเกี่ยวเส้นจริยธรรมอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และปลุกเร้าความคิดอย่างหนักหน่วง อันถือเป็นเสน่ห์ท้าทายให้ผู้อ่านตรวจสอบ

สำหรับลักษณะตัวละครที่วิมลใช้ในเรื่อง “อมตะ” ยังคงเป็นแบบที่เขาถนัด คือแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจ และอีกฝ่ายหนึ่งคอยต่อต้านผู้มีอำนาจนั้น

ตัวละครฝ่ายผู้มีอำนาจในเรื่องนี้คือพรหมินทร์ ที่มีลักษณะหลายประการคล้ายกับ “กำนันฤทธิ์” ในเรื่อง “งู” หรือ “พลโทพิชิต” ในเรื่อง “ผู้ไขว่คว้า” (ปี 2534) คือเป็นคนฉลาด เลือดเย็น และเปี่ยมไปด้วยพลังด้านลบ

ส่วนตัวละครที่เป็นฝ่ายต่อสู้กับผู้มีอำนาจก็คืออรชุน ซึ่งมีส่วนคล้าย “ยี่สุ่น” ในเรื่อง “งู” หรือ “ขาม” ในเรื่อง “คนทรงเจ้า” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตอบโต้ความฉ้อฉลด้วยวิธีคิดที่รุนแรง และให้โทษแก่ตัวเอง

“ไหนๆ มันก็ว่ากูทำอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำมันจริงๆ เลยล่ะ ทำให้ทุกคนมันเห็นว่าพระประธานนั่นกินคนไม่ได้ พวกมันจะได้เลิกบ้างมงายกันเสียที (...) อยากจะดูหน้าพวกมันนักว่าจะเหมือนกับวันที่กูชกมวยแพ้ไหม เมื่อมันเห็นว่าพระประธานที่ว่าศักดิ์สิทธิ์กินคนได้นั้นถูกตัดเศียรจริงๆ ยิ่งคิดยี่สุ่นก็ยิ่งเครียดและยิ่งเคียดแค้น ความปรารถนาที่จะตบหน้าคนทั้งตำบลโคกพระนางมันเต้นเร่าอยู่ในหัวของเขา จนไม่อาจนอนอยู่นิ่งได้อีกต่อไป” (จากเรื่อง “งู” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5, หน้า 262)

ตัวละครอย่างพรหมินทร์ อรชุน กำนันฤทธิ์ ยี่สุ่น หรือขาม เป็นลักษณะของคนที่ไต่อยู่ในเกมอำนาจ จึงมีบุคลิกสอดคล้องกับการเล่นการเมืองเพื่อช่วงชิงการนำ

วิมลสามารถเปิดเผยธาตุแท้ของตัวละครที่เยาะเย้ยแดกดันชีวิตเช่นนี้ได้อย่างหมดเปลือก จุดนี้เป็นประเด็นทางจิตวิทยาที่น่าถกแถลงอย่างยิ่ง แต่เสียดายที่เขาไม่ได้ลงลึก ทั้งที่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งและความหมกมุ่นในจิตใจมนุษย์ เป็นคุณสมบัติประการสำคัญที่ทำให้งานวรรณกรรมชั้นเยี่ยมทั้งหลายได้รับการยกย่อง มีเพียงงานบางชิ้นเท่านั้นที่เขาใส่ใจกับปมปัญหาเหล่านี้ เช่น บางเรื่องในรวมเรื่องสั้น “วันฟ้าหม่น” (ปี 2533) และนวนิยาย “คนจน” (ปี 2530)

การขับเน้นด้านมืดของตัวละครทั้งสองฝ่าย ทำให้โครงเรื่องของวิมลไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างความถูกต้องกับความเลวร้าย แต่เป็นการปะทะกันระหว่างความเลวกับความเลวกว่า โดยมีความเสื่อมของศีลธรรมเป็นเครื่องมือของทั้งสองฝ่าย

อาจเรียกได้ว่า เป็นการดับความชั่วด้วยความชั่ว เหมือนดับไฟด้วยไฟ แล้วให้ความชั่วนั้นกระตุ้นผู้อ่านให้พิจารณาถึงเรื่องความดี

หากวิมลต้องการเอาดีทางการเผยแพร่พุทธธรรมผ่านวรรณกรรม เขาควรใช้ ‘ภาษา’ ของเขาเอง แม้เป็นน้ำเสียงเสียดสีก็เถอะ เพราะการนำเสนอธรรมะสามารถเผยแพร่ผ่านการเสียดสีได้ ตัวอย่างเช่น นิทานเซ็น หรือชาดกบางเรื่อง ที่มีลักษณะเคาะกะโหลกผู้เสพก่อนบรรลุรู้ วิมลเองก็อาจเผยแพร่ศาสนาผ่านการตีปัญหาเรื่องความชั่วให้แตก เขาอาจเป็นนักเทศน์ที่ข่มขู่ผู้อ่านด้วยนรกได้ดีกว่าการชี้ทางสู่สวรรค์

วิธีเข้าถึงสัจธรรมมีหลายทาง วิธีสอนธรรมะมีหลายแบบ แต่ละคนก็เหมาะกับเส้นทางคนละแบบ หากวิมลเป็นพระ เขาคงไม่ใช่ภิกษุที่แม่นยำในหลักธรรมแบบเจ้าคุณพระธรรมปิฎก แต่อาจมีลูกล่อลูกชนในการเทศนาแบบพระพยอม หรือตรงๆ ดิบๆ แบบหลวงพ่อคูณ

เปลือกนอกที่รุงรังด้วยศัพท์แสงทางศาสนานั้น ไม่สำคัญเท่ากับแก่นแท้ที่แสดงออก เพียงทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงวงจรของความทุกข์ คือกฎไตรลักษณ์ และหลักปฏิจจสมุปบาท ก็น่าจะเรียกได้ว่าวรรณกรรมเรื่องนั้นนำผู้อ่านไปสู่หัวใจของพระพุทธศาสนาแล้ว

ท่านพุทธทาสเคยกล่าวย้ำเรื่องนิรุกติปฏิสัมภิทา คือการใช้ภาษาหรือกลอุบายในการแสดงธรรมให้เหมาะกับบุคคลประเภทต่างๆ โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ภาษาคนกับภาษาธรรม หรือบุคคลาธิษฐาน (reliance on person) กับธรรมาธิษฐาน (reliance on dharma) หรือระบบเปลือกกับระบบเนื้อใน ทั้งนี้ต้องดูให้เหมาะกับกาละเทศะ ถ้าผิดที่ผิดทางก็ไม่อาจสื่อสารได้สมบูรณ์

การนำหลักศาสนามาใส่ในเนื้อหาของวรรณกรรม เป็นเจตนาที่ต้องการแสดงธรรมกับบุคคลทั่วไป ดังนั้นจึงสมควรใช้ ‘ภาษาคน’ มากกว่า ‘ภาษาธรรม’ การจงใจเทศนาที่ผิดกาละเทศะย่อมไม่ส่งผลเชิงการสื่อสารมากนัก นอกจากจะเป็นเพียงข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้ย่อยและเกะกะลูกตาเท่านั้น

การเสียดสีหรือประชดเหน็บแนมในจังหวะที่เหมาะสม อาจสะท้อนสัจธรรมได้มากกว่าที่เขาคัดลอกคำสอนมาใช้ตรงๆ เสียอีก เพราะวิมลเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีฝีมือในการบรรยายภาพพจน์ เช่น ฉากที่ “ชีวัน” ถูกผ่าตัดจนเหลือแค่ก้อนเนื้อ

“ร่างนี้เคยเคลื่อนไหว เคยหยิบจับ เคยโบกไกวและไขว่คว้า เคยมองเห็น บัดนี้ไม่เหลืออวัยวะที่เอื้ออำนวยอิริยาบถดังกล่าวได้อีกแล้ว ... เหลือเพียงท่อนแห่งชีวิตที่รอเวลาถูกชำแหละต่อไปเท่านั้น” (หน้า 172)

และภาพนี้ก็สามารถทำให้ผู้อ่านพึงสังวรในเรื่อง ‘สังขาร’ ได้อย่างน่าสะเทือนใจ ถ้าวิมลใช้วิธีสร้างภาพด้วยความรู้สึก (mental pictures) เช่นนี้ทั้งเรื่อง “อมตะ” อาจได้ชื่อว่าเป็นธัมมิกวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่สมดังเจตนา

-5-

สรุปจบ

คนมองโลกในแง่ดีชอบมองว่า ความขัดแย้งทั้งปวงเป็นเรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น บทความนี้ก็เช่นกัน ข้อเสนอแนะทั้งหมดเป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นปัญหาของชุดความคิดที่ วิมล ไทรนิ่มนวล ใช้ประกอบสร้างเป็นนวนิยายเรื่อง “อมตะ” ขึ้นมา รวมถึงวิธีคิดของคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ที่ตัดสินให้รางวัลแก่นวนิยายเรื่องนี้ด้วย

กล่าวโดยสรุปก็คือ ชุดความคิดดังกล่าวให้ความสำคัญกับความหมายทางศีลธรรมของวรรณกรรม มากกว่าที่จะปล่อยให้สัญชาตญาณทางศิลปะได้แสดงออกอย่างเสรี นั่นทำให้เกิดการก้าวก่ายต่อขบวนการสร้างสรรค์พุฒิปัญญาภายในตัวงานวรรณกรรม และส่งผลให้นวนิยายมีปัญหาในระดับโครงสร้างและรายละเอียดหลายประการ คุณค่าของนวนิยายเรื่องนี้จึงจำกัดเฉพาะด้าน ไม่สามารถลงรอยกับการตรวจสอบด้วยชุดวิธีคิดอื่นๆ

ซึ่งปกติแล้ววรรณกรรมที่สมควรจะได้รับการยกย่อง โดยทั่วไปต้องมีคุณค่าที่เห็นพ้องต้องกันในหลายมุมมอง

แต่กระนั้นก็ใช่ว่า “อมตะ” จะเป็นนวนิยายที่ไร้คุณค่า อย่างน้อยนักเขียนก็ได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์ในศิลปะการประพันธ์ ความไม่ลงตัวในวิธีคิดอันเป็นแกนกลางของเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น ส่วนเจตนารมณ์ของนักเขียนยังคงเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ โดยเฉพาะความตั้งใจที่จะส่งสารทางพุทธศาสนาอันเป็นมงคลแก่ชีวิต ซึ่งข้อนี้ก็ทำให้นวนิยายมีความดีโดดเด่นอยู่ในตัวเอง

และความดีนั้นก็น่าจะทำให้ “อมตะ” ฝ่าพ้นการพิสูจน์ในข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ โดยเฉพาะความหมายตามคำพูดของตัวละครอย่างพรหมินทร์ที่ว่า “ศีลธรรมความดีที่คนเรากล่าวอ้างกันนั้น ที่แท้ก็เป็นเพียงแพ็คเกจ เพื่อสร้าง ‘มูลค่าเพิ่ม’ ให้ตนเองเท่านั้น”

ทั้งนี้เพราะมันต่างกันตรงที่ เขาคือ... วิมล ไทรนิ่มนวล.

พิมพ์ครั้งแรก: สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

อ่านเพิ่มเติม
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (1) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (2) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (3) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น