วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (1)

: พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)

“ฉันไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว เสียงนกที่มองไม่เห็นตัวร้องเพลงจากป่าทึบต่างหากเล่าที่เธอได้ยิน”

“คนสวน” - รพินทรนาถ ฐากูร

-1-

เกริ่นก่อน

เป็นธรรมดา – จนเกือบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว เมื่อความสนใจสูงสุดที่นักอ่านมีต่อวรรณกรรมร่วมสมัยพุ่งเป้าไปที่ “รางวัลซีไรต์” เพียงจุดเดียว กิจกรรมทางวรรณกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเรื่องการตลาดหรือการวิพากษ์วิจารณ์ก็ล้วน ‘พุ่งเป้า’ ไปที่รางวัลซีไรต์ด้วย

หนังสือที่ได้รางวัลในแต่ละปี จึงตกเป็น ‘เป้า’ ของความสนใจและการวิจารณ์ไปโดยปริยาย ยิ่งหนังสือเล่มใดมี ‘จุดอ่อน’ หรือข้อควรตำหนิหลายด้านหลายมุม ย่อมได้รับการชำแหละขุดคุ้ยมากหน่อย

นั่นอาจดูเหมือนว่า นักเขียนผู้ได้รับรางวัลจะตกเป็น ‘อาชญากร’ ทางวรรณกรรมไปชั่วคราว และผู้ที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์ก็อาจกลายเป็น ‘ผู้กล่าวหาอาชญากร’ ไปด้วย

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ โอกาสนี้แทบจะเป็นโอกาสเดียวที่ “วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์” ได้ดำเนินบทบาทอย่างคึกคักที่สุด และกลายเป็น ‘สนามหญ้า’ ทางปัญญาให้กลุ่มความคิดต่างๆ ได้มาแสดงความคิดเห็นในมุมมองอันหลากหลาย

ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือประชาชนคนอ่านนั่นเอง

และด้วยโอกาสนี้ “รางวัลซีไรต์” จึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่วรรณกรรมร่วมสมัยอย่างแท้จริง นอกจากประโยชน์ในเชิง ‘เกียรติยศ’ และประโยชน์ในเชิง ‘การตลาด’ ที่รางวัลนี้มีให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายผู้จัดงาน และฝ่ายผู้รับรางวัล

ดังนั้น การตกเป็น ‘เป้า’ ของการวิจารณ์ของงานเขียนที่ได้รับรางวัล จึงถือเป็น ‘ราคา’ ส่วนหนึ่งที่เจ้าของผลงานต้อง ‘จ่าย’ สำหรับการก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้น

ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว เกียรติยศนั้นเมื่อถูกประกาศยกย่องแล้ว มันก็จะกลายเป็นตราประทับตลอดไป โดยที่การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ก็ไม่สามารถลบล้างความหมายเชิงคุณค่านั้นได้เลย

บทความนี้เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นต่อนวนิยายเรื่อง “อมตะ” ของ วิมล ไทรนิ่มนวล ผู้เป็นเจ้าของรางวัลซีไรต์ปีล่าสุด หลังจากที่มีผู้วิจารณ์แสดงทัศนะไปพอสมควรแล้ว โดยมุมมองที่บทความนี้ต้องการนำเสนอ เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์นวนิยายในเชิงบริบท (contextual analysis) เพื่อศึกษาพัฒนาการของวรรณกรรมในภาพรวม ตลอดทั้งเสนอแนะประเด็นปัญหาบางประการ ที่ค้นพบในการ ‘อ่าน’ ตัวบทวรรณกรรมด้วยกรอบการมองแบบนี้

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วยก็คือ หลักเกณฑ์การตัดสินของคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ ซึ่งไม่ใช่เป็นการวิจารณ์ตัวบุคคลผู้เป็นกรรมการ แต่เป็นการวิจารณ์ ‘ความคิด’ ชุดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ในการประเมินคุณค่าครั้งนี้

เป็นการตรวจสอบชุดความคิดที่ถือว่าอยู่ในฐานะตัวแทนเชิงสถาบัน ซึ่งมีอำนาจและมีอิทธิพลอันสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของวรรณกรรมไทยปัจจุบัน

-2-

การรุกรานของสารสนเทศต่อศิลปะการประพันธ์

หากพิจารณาจาก “คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์” ในแต่ละปี ซึ่งเป็นเหมือนการชี้แจงเหตุผลของการยกย่องหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นเป็น “วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน” (ของประเทศไทย) จะพบว่า ลักษณะอันพึงปรารถนาของคณะกรรมการส่วนใหญ่จะเป็นคุณค่าที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของสุนทรียศาสตร์ (extra-aesthetic values)

กล่าวคือ หากจัดแบ่งวิธีประเมินคุณค่าออกเป็น 2 แบบ ตามข้อเสนอของ Graham Hough [1] กลุ่มแรกเป็นทฤษฎีเชิงรูปแบบ (formal theory) ที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพภายในตัวบทวรรณกรรม และกลุ่มที่สองเป็นทฤษฎีเชิงศีลธรรม (moral theory) ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมอันมีบริบทภายนอกเกี่ยวเนื่องกับชีวิตและสังคม มโนทัศน์และหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ย่อมค่อนไปทางทฤษฎีศีลธรรม หรือให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ทางสังคมของวรรณกรรมนั่นเอง

ดังจะเห็นได้จากผลการตัดสินและ “คำประกาศฯ” ที่ให้น้ำหนักกับ ‘เนื้อหา’ ของหนังสือมากกว่าด้าน ‘รูปแบบ’ จนอาจกล่าวได้ว่า “วรรณกรรมสร้างสรรค์” ในความหมายของรางวัลซีไรต์ คือวรรณกรรมที่มีลักษณะสร้างสรรค์ทาง ‘สังคม’ มากกว่า ‘สุนทรียศาสตร์’

ตัวอย่างก็เช่น นวนิยายเรื่อง “อมตะ” ของ วิมล ไทรนิ่มนวล ซึ่งมีความโดดเด่นในประเด็นนำเสนอเหนือกว่านวนิยายที่เข้ารอบสุดท้ายเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “กูคือพระเจ้า” ของ ฮ.นิกฮูกี้, “คนข้ามฝัน” ของ ประชาคม ลุนาชัย, “ในลึก” ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร, “รากนครา” ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม และ “สิงห์สาโท” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร

“จุดเด่นของนวนิยายเรื่องอมตะคือ การที่ผู้เขียนสามารถนำประเด็นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งในอนาคต มาผูกเรื่องและสร้างตัวละครที่เป็นตัวแทนของความคิดความเชื่อ 2 แนว ได้อย่างเป็นรูปธรรม” (คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ประจำปี 2543)

แต่หากเปรียบเทียบในแง่ความสมบูรณ์ของศิลปะการประพันธ์แล้ว “อมตะ” ดูจะด้อยกว่า “คนข้ามฝัน”, “สิงห์สาโท” หรือแม้แต่ “รากนครา”

หรือหากย้อนกลับไปพิจารณาหนังสือที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” ของ วินทร์ เลียววาริณ (ปี 2542), “ในเวลา” ของ แรคำ ประโดยคำ (2541), “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ของ วินทร์ เลียววาริณ (2540), “แผ่นดินอื่น” ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (2539) และ “ม้าก้านกล้วย” ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม (2538) จะเห็นถึง ‘องค์รวมทางความคิด’ ที่หนังสือนำเสนอถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เหนือกว่า ‘องค์รวมทางวรรณศิลป์’ กระทั่งบางกรณี ‘จุดด้อย’ ทางวรรณศิลป์ยังถูกกลบเกลื่อนด้วย ‘ภาพรวม’ ทางความคิดนั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่า เป็นการให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ดี’ มากกว่า ‘งาม’

คือถ้าเปรียบเทียบระหว่างวรรณกรรมที่มีสุนทรียภาพทางการประพันธ์ แต่นำเสนอเรื่องราวนอกกรอบศีลธรรม กับวรรณกรรมที่เชิดชูจริยธรรม แต่อ่อนด้อยทางวรรณศิลป์ การวินิจฉัยด้วยกรอบเกณฑ์นี้ย่อมเห็นว่าวรรณกรรมอย่างหลังมีคุณค่ามากกว่า

การประเมินคุณค่าวรรณกรรม (literary evaluation) ในแง่ใดแง่หนึ่ง ย่อมสะท้อนลักษณะของฐานคิดที่แตกต่างกัน และหลักเกณฑ์เชิงศีลธรรมก็ถือเป็นตัวแทนของกลุ่มความคิดหนึ่งในสังคม

ปัญหาของฐานคิดแบบนี้อยู่ที่ความไม่ชัดเจนของมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งถึงที่สุดแล้วยังมีการถกเถียงกันในระดับอภิปรัชญา (metaphysics) ว่า มีบรรทัดฐานที่แน่นอนอยู่จริงหรือไม่

ความกังขานั้นไม่ได้เป็นการสงสัยต่อ ‘เจตนา’ ของระบบศีลธรรม แต่เป็นความสงสัยต่อ ‘ปฏิบัติการ’ ในนามของศีลธรรมนั้น

เพราะหลายครั้งที่การกระทำเพื่อสร้างสรรค์ความดีงาม กลับกลายเป็นฝ่ายทำลายความดีงามเสียเอง

ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการให้น้ำหนักกับ ‘เนื้อหา’ มากเกินไป จนละเลยความสำคัญขององค์ประกอบทาง ‘รูปแบบ’

อันเป็นการให้ความชอบธรรมกับ ‘เป้าหมาย’ จนละเลยเรื่องความชอบธรรมของ ‘วิธีการ’

ดังที่มีผู้วิจารณ์ “อรชุน” ตัวละครในเรื่อง “อมตะ” ว่า แม้มี ‘เป้าหมาย’ ทางอุดมคติที่ดี คือต้องการช่วยเหลือคนโคลน แต่ ‘วิธีการ’ ที่เขาเลือกใช้กลับมีแนวโน้มไปสู่ปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งขัดกับหลักการทางศาสนาที่เขาพร่ำสอนอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

“ผมจะทำมันทุกวิธี เพื่อให้กฎหมายและสังคมยอมรับว่า คนโคลนนั้นเป็นมนุษย์เหมือนคนต้นแบบ (...) ถ้าผมต่อสู้ด้วยสันติวิธีไม่ได้ผล ผมก็จะสู้ด้วยความรุนแรง ผมจะทำโคลนคนออกมาให้มากที่สุด ใส่อุดมการณ์ปฏิวัติเข้าไปในจิตสำนึกของพวกเขา แล้วส่งไปตามสาขาวิชาชีพต่างๆ แม้กระทั่งเป็นนักการเมืองและนักการทหาร ผมจะสร้างกองทัพโคลนขึ้นมา สร้างให้มันมหึมา แล้วย่ำไปบนหน้าไอ้พวกสัตว์ในร่างคนให้สิ้นซาก... ผมสาบานได้เลยว่า จะไม่มีไอ้สัตว์หน้าไหนทำได้อย่างผม” (หน้า 200)

หรือในส่วนของสารัตถะ (theme) ที่นักเขียนมี ‘เจตนา’ ให้นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอประเด็นวิวาทะระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ คือฝ่ายหนึ่งต้องการเป็นอมตะทางกายภาพ แต่อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่า ความเป็นอมตะที่แท้จริงเป็นภาวะทางจิตใจ หรือที่เรียกว่า “นิพพาน”

แต่ในส่วนของ ‘ปฏิบัติการ’ คือโครงเรื่อง (plot) นั้น กลับไม่ได้แสดงความขัดแย้งที่เด่นชัดในปัญหานี้ ทว่ามีความเข้มข้นตรงเงื่อนปมภายในตัวตนของมนุษย์ (man against himself) มากกว่า

สำหรับประเด็นทางศาสนาและวิทยาศาสตร์ที่ว่านั้น จะปรากฏอยู่ในบทสนทนาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นการสนทนาของตัวละครที่มีด้านมืดของจิตใจครอบคลุมอยู่ เพราะฉะนั้นหลักการที่ตัวละครยกขึ้นมาอ้างจึงดูไม่น่าเชื่อถือ

การวิวาทะของตัวละครไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสดงความจริงทางวิทยาศาสตร์หรือศาสนา แต่เป็นการประกอบสร้างเหตุผลขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนการกระทำของตน คนหนึ่งต้องการมีชีวิตเป็นอมตะ คนหนึ่งต้องการแก้แค้น ทั้งหมดคือเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาของการยึดติดใน ‘อัตตา’

“เอาละ ผมยอมรับว่าผมเห็นแก่ตัว ใครๆ ในโลกนี้ต่างก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น แล้วผมผิดตรงไหน ถ้าผมผิด คนทั้งโลกก็ผิดเหมือนกัน แม้แต่คุณที่มานั่งทำท่าโศกเศร้าอยู่นี่ก็เพราะไม่ได้อย่างใจตัวเอง มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ มันอยู่ที่ว่าใครจะมีเหตุผลมากกว่ากันเท่านั้น” (หน้า 12)

‘จุดเด่น’ ของนวนิยายที่คณะกรรมการประกาศยกย่อง จึงเป็นเพียงความโดดเด่นในส่วนของประเด็นนำเสนอ ยังไม่ได้ลงลึกถึงขั้นปรัชญาความเชื่อ ซึ่งจะสะท้อนผ่านองคาพยพทุกส่วนของนวนิยาย

‘สาร’ (message) ที่นักเขียนต้องการนำเสนอ ก็เป็นเพียง ‘ข้อมูลข่าวสาร’ (information) ยังไม่ใช่ ‘ความรู้’ (knowledge) อันเกิดจากการวิเคราะห์ (analyse) ซึ่งจะนำไปสู่ ‘ปัญญา’ (wisdom) ในระดับโยนิโสมนสิการ (การเข้าใจรู้แจ้งโดยตลอด)

เพราะฉะนั้น จุดเด่นของ “อมตะ” จึงเป็นเรื่องสารสนเทศโดยแท้

การที่คณะกรรมการตัดสินให้นวนิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัล แทนที่จะเป็นเรื่องอื่นที่มีความสมบูรณ์ทางวรรณศิลป์มากกว่า จึงเท่ากับเป็นการให้ค่ากับ ‘สารสนเทศ’ เหนือกว่า ‘ศิลปะการประพันธ์’

และนั่นก็นำไปสู่ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่ ซึ่งสามารถสรุปความได้ 2 มุมมอง คือ ทัศนะต่อข้อมูลข่าวสารที่นวนิยายนำเสนอ และทัศนะต่อวรรณศิลป์ของนวนิยาย

ตัวอย่างของมุมมองแรกก็เช่น บทความของ ธาวิต สุขพานิช (“มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 1045, 28 สิงหาคม 2543) กับบทความของ นำชัย ชีววิวรรธน์ (“มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 1054, 30 ตุลาคม 2543) ซึ่งมุ่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์

และบทความของ สัจจา ประกาศชัย (“มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 1050 – 1055, 2 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2543) ก็มุ่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้านพุทธศาสนา

ส่วนตัวอย่างของมุมมองแบบที่สองก็เช่น บทความของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ (“มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 1045 – 1050, 28 สิงหาคม – 2 ตุลาคม 2543) ที่มุ่งตรวจสอบด้านศิลปะการประพันธ์เป็นสำคัญ

ปัญหาของการวิจารณ์ด้วยมุมมองเฉพาะด้านเช่นนี้ คือการลื่นไหลของคุณค่าระหว่างความเป็นนวนิยายกับข้อเท็จจริงที่นวนิยายอ้างอิงถึง อันเป็นกรณีที่คล้ายกับเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ของ วินทร์ เลียววาริณ

กล่าวคือ ในขณะที่นวนิยายทั้งสองเรื่องได้รับการยกย่องในความโดดเด่นของประเด็นนำเสนอ ที่สามารถนำเอาข้อมูลข่าวสารมาแปรแปลงเป็นเรื่องแต่งได้อย่างน่าสนใจ แต่เมื่อมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และศาสนาในเรื่อง “อมตะ” คุณค่าของนวนิยายก็จะถูกโยกย้ายไปอยู่ในฐานะ ‘เรื่องแต่ง’ (fiction) ซึ่งดูเหมือนจะมีอภิสิทธิพิเศษในการแต่งเรื่องโดยไม่ต้องตรงตามข้อเท็จจริงก็ได้

แต่เมื่อหันมาพิจารณาด้านศิลปะการประพันธ์ คุณค่าของนวนิยายก็จะโดดไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิพิเศษอีกเช่นกัน เพราะในฐานะนวนิยายที่นำเสนอข้อมูลความรู้มากกว่านิยายทั่วไป จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความบันเทิงใจหรือสุนทรียภาพในการอ่านมากนัก

ลักษณะที่ขัดแย้งเช่นนี้เกิดจากความไม่ลงตัวระหว่าง ‘เนื้อหา’ กับ ‘รูปแบบ’ นั่นเอง คือยังไม่ได้ย่อยสลาย ‘สารสนเทศ’ จนเกิดเป็น ‘พุทธิปัญญา’ ด้วยกระบวนการทางศิลปะของวรรณกรรม

การให้ความสำคัญกับ ‘เจตนา’ หรือ ‘เป้าหมาย’ มากเกินไป จนละเลยความสำคัญของ ‘วิธีการ’ หรือ ‘การปฏิบัติ’ ทำให้การประเมินคุณค่าตามทฤษฎีศีลธรรมหลงติดอยู่กับ ‘สาร’ ในระดับสารสนเทศเท่านั้น

และนั่นย่อมไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะในจิตวิทยาการสื่อสารนั้นถือว่า สิ่งที่สามารถทำให้ผู้รับสารเข้าใจได้ดีที่สุดคือการสื่อสารผ่านอารมณ์ความรู้สึก

วรรณกรรมเป็นงานเขียนที่ถือว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง เพราะไม่ได้นำเสนอแค่ข้อมูลข่าวสาร แต่แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก อันเป็นการสื่อสารในระดับจิตใต้สำนึกด้วย

พูดง่ายๆ ว่า ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘งาม’ เสมอเท่ากับคำว่า ‘ดี’

ดังคำของปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวเชิดชูศิลปะทำนองว่า การเข้าสู่ ‘ความดี’ ไม่จำเป็นต้องผ่าน ‘ความงาม’ แต่การเข้าสู่ ‘ความงาม’ จำเป็นต้องผ่าน ‘ความดี’ เสมอ

การวินิจฉัยคุณค่าที่ยืนอยู่บนพื้นฐานเดียว ทำให้นวนิยายเรื่อง “อมตะ” ยังเกิดปัญหากับระบบคุณค่าที่มีนัยสัมพันธ์กับวรรณกรรมในแง่มุมอื่น

และการปรากฏข้อบกพร่องมากมายในโครงสร้างการประพันธ์ที่ประกอบขึ้นอย่างหยาบๆ นั้น ย่อมทำให้การประเมินคุณค่าแบบรอบด้าน (perspectivism) สรุปผลอย่างหยาบๆ ได้ว่า

นวนิยายเรื่องนี้ไม่เป็นอมตะ.


[1] ดูรายละเอียดจาก “ว่าด้วยหลักวรรณคดีวิจารณ์” (An Essay on Criticism) ของ Graham Hough แปลโดย นฤมล กาญจนทัต และ อุบลวรรณ โชติวิสิทธิ์, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปี 2532)

พิมพ์ครั้งแรก: มติชนสุดสัปดาห์

อ่านเพิ่มเติม
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (1) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (2) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)
> อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล (3) : พิเคราะห์ ‘อมตะ’ (เก็บตกบางประเด็นที่เหลือ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น