วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์ของความเงียบ - อติภพ ภัทรเดชไพศาล

: ปรวิสัยนัยประหวัด/อัตวิสัยถวิลหา

551006.silent

[ประวัติศาสตร์ของความเงียบ / อติภพ ภัทรเดชไพศาล / สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด, พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2555]

ประวัติศาสตร์คือความทรงจำในอดีตที่ได้รับการจัดระเบียบเป็นเรื่องเล่าที่มีหลักฐานรองรับน่าเชื่อถือ จนเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่นเดียวกับการจัดระเบียบวัตถุรูปธรรมอื่นๆ ย่อมมีบางสิ่งหรือบางเรื่องที่ไม่อาจจัดสรรเข้ากรอบโครงสร้างของเรื่องเล่าหลัก อาจเพราะอยู่นอกเหนือการรับรู้ อยู่นอกระบบความรู้ อยู่นอกขนบธรรมเนียมในสังคม ไม่อาจจัดประเภท ไม่เข้าพวก หรือถูกกีดกันให้เป็นอื่นด้วยความขัดแย้งทางแนวคิด อุดมการณ์ ผลประโยชน์ หรือการเมือง เป็นบาดแผลเจ็บปวดในจิตใจที่ไม่อยากจดจำ หรือด้วยเหตุอ้างอื่นใดก็ตาม

นอกเสียงเล่าในประวัติศาสตร์จึงยังมีความเงียบ ซึ่งไม่ใช่ความเงียบอย่างแท้จริง แต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกเล่า และดำรงอยู่ในฐานะสิ่งลี้ลับที่ชวนให้หลีกเลี่ยง สงสัย และชวนให้ค้นหาที่มาหรือความหมาย

“ประวัติศาสตร์ของความเงียบ” นวนิยายเล่มแรกของนักเขียนหนุ่ม อติภพ ภัทรเดชไพศาล ผู้มีพื้นภูมิความรู้อยู่ในการเรียนการสอนวิชาดนตรี สนใจศิลปะและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง รวมถึงสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์ อติภพมักเขียนบทความเกี่ยวกับดนตรีโดยเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และสังคม การเขียนถึงความเงียบในประวัติศาสตร์จึงเหมือนเล่นล้อกับวิชาชีพของเขาซึ่งทำงานอยู่กับเสียง ขณะเดียวกันก็บ่งบอกว่าเขากำลังรื้อค้นความทรงจำในอดีตที่กลบฝังไว้ในความเงียบ และไม่ได้เล่าขานอยู่ในประวัติศาสตร์ทางการ

การเขียนนวนิยายของเขาจึงเสริมความสนใจในส่วนที่อยู่นอกเหนือบทความ ซึ่งบางครั้งหากข้อมูลหลักฐานไม่พร้อมมูลย่อมไม่อาจเรียบเรียงเป็นความรู้ที่เป็นระบบได้ การเชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่ปะติดปะต่อเข้าด้วยกันด้วยจินตนาการสามารถทำได้ผ่านศิลปะของนิยาย ซึ่งนักเขียนสามารถสร้างโลกขึ้นใหม่เพื่อบรรจุเรื่องราวเหล่านั้นลงไปตามเหตุและผลของตน ประดาความทรงจำที่เป็นความเงียบในประวัติศาสตร์ทั้งหลายจึงเหมาะที่จะเล่าเป็นนิยาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักหลักฐานรองรับแน่นหนาเช่นประวัติศาสตร์ ความจริงในนวนิยายไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นการจำลองสมมุติฐาน ความจริงในมุมมองเฉพาะตน หรือแสดงสัจธรรมผ่านภาษาภาพพจน์

นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีรสที่น่าอ่านแบบนิยายทั่วไป แต่น่าสนุกกับการจำลองความคิดของนักเขียนออกมาในรูปนวนิยาย และด้วยเกรงว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้ไม่ครบถ้วน นักเขียนถึงกับใส่ข้อสังเกตของผู้เขียน บอกเนื้อหาสาระออกมาโดยตรงทีเดียว ซึ่งจะมองว่าเป็นกลวิธีประพันธ์หรือข้อจำกัดในการถ่ายทอดเป็นนวนิยายก็ย่อมได้ แม้ไม่สำเร็จผลที่น่าพอใจนักในภาพรวม แต่กระบวนการคิดและกระบวนการทำงานของนักเขียนก็ยังน่าสนใจติดตาม

นักเขียนจำลองตัวละครขึ้นมา เป็นนักแต่งเพลงประกอบละคร งานที่เขากำลังทำเป็นละครเกี่ยวกับนักแต่งเพลงชาวกัมพูชา ซึ่งมีชีวิตผันผวนไปตามวิถีการเมือง ระหว่างนั้นตัวละครก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิดต่างจังหวัด พร้อมกับสืบค้นเรื่องราวของปัญญาชนฝ่ายซ้ายในอดีตผู้หนึ่งไปด้วย และรับรู้เรื่องราวชีวิตผู้คนที่นั่น นวนิยายเดินเรื่องด้วยความสนใจใคร่รู้ของตัวละครผู้นี้ ซึ่งพาผู้อ่านไปตั้งข้อสังเกต กังขา เชื่อมโยงข้อมูลหลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องจริง เรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้นมา ตลอดจนจินตนาการของตัวละคร ปะปนและคล้ายจะปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกัน ด้วยนัยประหวัดเกี่ยวพัน

สิ่งที่ตัวละครสนใจล้วนอยู่นอกกรอบประวัติศาสตร์หรือความทรงจำหลักของผู้คน เริ่มจากการมองเห็นสภาพผิดที่ผิดทางของสิ่งต่างๆ อย่างตอนเปิดเรื่อง ตัวละครก็ให้ความสนใจกับอาคารพาณิชย์สร้างใหม่และกองของเก่าในเขตวัด

“แลดูเหมือนกองขยะหย่อมเล็กๆ หย่อมหนึ่งในระหว่างกลางเสาโรมันสองต้นที่ขนาบข้างอยู่ทั้งซ้ายขวา โดยที่ด้านหลังกองขยะกองนั้นมีหอไตรกลางน้ำสร้างจากไม้เก่าแก่คร่ำคร่าวางตัวสงบนิ่งอยู่ในสระ” (หน้า 11)

แล้วก็ตีความไปตามแนวคิดของตน

“ความขัดแย้งระหว่างกระต๊อบหลังนี้กับตึกสีขาวที่สูงตระหง่านง้ำอยู่ด้านข้างนั้นคงเปรียบเหมือนอย่างนรกกับสวรรค์ เหมือนความไร้ระเบียบที่แทรกตัวอยู่ในท่ามกลางความเป็นระเบียบเรียบร้อย กระทั่งราวกับเป็นสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่เผยตัวออกในบุคลิกท่วงท่าบางอย่างของคนดีๆ ทั่วไปที่อาจเผลอไผลแสดงธาตุแท้ออกมาในบางขณะ” (หน้า 12)

จากนั้นก็มองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาเช่นนี้ไปตลอดเรื่อง เหมือนจะมีนัยยะเกี่ยวพันกันไปตลอดในทุกเรื่องราวที่พบเจอ พาให้ผู้อ่านต้องตามสนใจใคร่รู้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นบทกวีของ โกเมศ อิสรา หลังภาพวาดสีน้ำมันในบ้านของเพื่อนผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ เรื่องราวของ สิน สีสมุด นักแต่งเพลงชาวกัมพูชา และ คอนลอน แนนแคโรว์ นักแต่งเพลงอเมริกันที่ต้องลี้ภัยไปอยู่แม็กซิโกด้วยแนวคิดทางการเมือง เหตุฆาตกรรมชายเก็บของเก่า การทำร้ายเด็กใบ้ เด็กวัยรุ่นที่พ่นภาพกราฟิตี้บนกำแพงวัดโดนกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทหลวงพ่อ การทำไสยศาสตร์ในวัด ตาค่อมที่ลือกันว่าเป็นสายลับเขมร ตาองภารโรงก็ทำตัวลึกลับไม่แพ้กัน รังรองหลานของตาอง เชื่อมโยงกับแฟรี่ซึ่งเป็นผู้หญิงกลางคืน แล้วยังมีคนรักเก่าของตัวละคร ศจีชู้รักซึ่งเป็นนางเอกละคร สัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวที่ตัวละครเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จนเหมือนจะมีนัยยะความหมายเป็นพิเศษ ตั้งแต่สร้อยคอรูปจันทร์เสี้ยวที่คนรักเก่ามอบให้ เคียวรูปจันทร์เสี้ยว แอ่งน้ำรูปจันทร์เสี้ยว ตลอดจนจันทร์เสี้ยวที่แฝงอยู่ในรูปกราฟิตี้ แล้วยังชวนอธิบายว่าจันทร์เสี้ยวนั้นอยู่ระหว่างข้างขึ้นกับข้างแรม หรืออยู่ระหว่างมืดกับสว่าง เปรียบได้กับตัวเลข 1/0 ในการทำงานของระบบดิจิตอล ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างตรรกะและอารมณ์ เชื่อมโยงไปถึงปีเกิดของตัวละคร ซึ่งพ้องกับหลายๆ เหตุการณ์สำคัญในเรื่อง แล้วยังมีนัยประหวัดเกี่ยวข้องอีกมากมาย

เหล่านี้เกี่ยวพันกัน แต่ก็เพียงหละหลวมเท่านั้น เมื่อตัวละครพยายามเรียงร้อยเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน เขาก็มึนงงเสียเอง เช่นเดียวกับผู้อ่านที่โดนล่อลวงให้ติดตามมา จนไปถึงฉากจินตนาการเหนือจริงในอาการฝันเพ้อของตัวละคร นัยประหวัดมากมายจึงไม่ได้นำไปสู่อะไร นอกจากจำลองสภาพจิตใจของตัวละครที่ทุรนทุรายด้วยถวิลหาอะไรบางอย่างในสำนึก และพยายามบอกผ่านสัญลักษณ์เหล่านั้น นักเขียนเชื่อมโยงไปถึงวัยเด็กของตัวละคร ซึ่งมีพี่ชายที่เสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะเกิด และมีอิทธิพลต่อเขามาโดยตลอด แต่ก็ไม่ได้เน้นย้ำให้สำคัญเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ที่เล่ามา

ลูกโซ่ของปรวิสัยที่นักเขียนพยายามเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันจึงไม่ได้นำไปสู่อะไร แม้แต่เอกภาพของนาฏกรรม นั่นบ่งบอกว่าประดาความเงียบที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้นับรวมก็ไม่ได้นำไปสู่อะไรเช่นกัน อาจเป็นเพียงความทรงจำที่แหว่งวิ่นอยู่อย่างนั้น เมื่อพยายามรื้อค้นก็ฟุ้งกระจายกลายเป็นความไร้ระเบียบขึ้นมา จนไม่อาจยึดถือเป็นหลักเป็นฐานได้เช่นเดิม

อาจจะมีคุณค่าก็ในแง่สะท้อนอัตวิสัยหรือภาวะจิตใจของมนุษย์ออกมา ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจของนวนิยายสร้างสรรค์ในปัจจุบัน.

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ออกไปข้างใน - นฆ ปักษนาวิน

: สรรพกาละ/สหสัมพันธ์

550418.nok

[ออกไปข้างใน / นฆ ปักษนาวิน / สำนักพิมพ์มติชน, มีนาคม 2555]

เรื่องสั้นทุกเรื่องในหนังสือรวมเรื่องสั้น “ออกไปข้างใน” ของ นฆ ปักษนาวิน ล้วนเล่าเรื่องด้วยมิติเวลาอันซับซ้อน และไม่มีเรื่องใดดำเนินเรื่องด้วยเวลาที่เป็นเส้นตรงธรรมดาเลย แต่ละเรื่องจะสลับไปมาระหว่างเวลาภายนอก หรือเวลาฟิสิกส์ตามนาฬิกา กับเวลาภายใน ซึ่งเป็นเวลาเชิงจิตวิทยาของตัวละคร ทั้งเวลาของความทรงจำถึงอดีตที่พร่าเลือน หรือเวลาในโลกอื่นที่ซ้อนเข้ามา อย่างเวลาของเรื่องแต่งที่ซ้อนอยู่ในเรื่องแต่ง เวลาของจินตนาการ เวลาของความรู้สึกอันสับสนมึนเบลอ เวลาของมิติลี้ลับเหนือธรรมชาติ กระทั่งเวลาของผู้อ่านแต่ละคนที่ตีความตัวบทแตกต่างกัน

การเล่นกับเวลาเช่นนี้มิได้เป็นเพียงวิธีการเล่าเรื่อง แต่เป็นการสะท้อนความจริงอย่างที่นักเขียนแลเห็น

เวลาภายนอกตามอาชีพของ นฆ ปักษนาวิน เป็นแพทย์บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคใต้ แต่เวลาภายในของเขาเป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะหลากรูปแบบ ทั้งกวีนิพนธ์ วรรณกรรม หนังสั้น และออกแบบกราฟิก ทั้งยังทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อย่างร้านหนังสือ ทำหนังสือ ฉายหนัง แสดงงานศิลปะ ฯลฯ

นฆ ปักษนาวิน เริ่มเป็นที่รู้จักจากงานบทกวี เรื่องสั้น และหนังสั้น ตามลำดับ งานในช่วงแรกยังไม่ปรากฏแนวทางเด่นชัด แต่หลังจากปี 2550 เป็นต้นมา เขาก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นในการแสดงเนื้อหาและรูปแบบอย่างที่ตนเองต้องการ ดังที่ปรากฏเป็นรวมเรื่องสั้น “ออกไปข้างใน” ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกที่สำคัญของเขา

10 เรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแต่งที่สมมติขึ้นมาเพื่อบอกเล่าสภาวะของความจริงอย่างที่นักเขียนรู้สึกถึง เป็นความจริงภายในตัวตนของมนุษย์ที่บอกความจริงภายนอกของสังคมด้วย

เวลาในเรื่อง “แผลเป็น” ซ้อนทับกันอยู่ในสองจักรวาลปะปนกัน คือเวลาปัจจุบันของเรื่อง กับเวลาในอดีตชาติของตัวละคร โดยมีแผลเป็นของตัวละครเป็นจุดเชื่อมต่อ

“มีรูรั่วเล็กๆ ที่เปิดออกไปสู่อีกโลกหนึ่ง รูรั่วที่ว่านั้นอยู่บนแผลเป็นตรงอกด้านซ้ายของผม” (หน้า 22)

การดำเนินเรื่องเล่าสลับไปมาระหว่างตัวละครในปัจจุบันกับตัวละครในอดีตชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เนื่องจากตัวละครในอดีตชาติเสียชีวิตในวัยนี้ด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนัก เพียงชั่วอายุที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของตัวละครเท่านั้น แต่สังคมกลับลืมเลือนไปเสมือนไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับตัวละครที่จำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้ กระทั่งได้รับการกระตุ้นเตือนจากแผลเป็นที่ทำให้ระลึกถึงความเจ็บปวดในอดีตขึ้นมา นักเขียนผูกโยงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวอันซับซ้อนของตัวละครเข้ากับการเมืองในประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบความรู้สึกของสังคมเข้ากับความรู้สึกส่วนตัว เพื่อให้สัมผัสถึงความพิพักพิพ่วนของความเจ็บปวดและการหลงลืม แผลเป็นจึงเป็นรอยต่อที่ทำให้หวนระลึก ขณะที่โลกคู่ขนานต่างส่องสะท้อนซึ่งกันและกันในหลายประเด็นที่คมคายทางความคิด

เวลาในเรื่อง “ขนมหลากสี” เป็นความแปลกแยกทางรสนิยมและวัฒนธรรมกับความเป็นจริงของสังคม นักเขียนวาดภาพร้านกาแฟเลิศหรูซึ่งรวมข้าวของชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก และกลุ่มคนหนุ่มสาวที่หลงใหลในวัฒนธรรมกบฏต่อต้านสังคม แต่ก็เหมือนอยู่คนละห้วงกาลกับความเป็นไปภายนอก

“เรายังคงเมามายอยู่บนชั้นสูงสุดอย่างไม่รับรู้วันคืน แม้ว่าอาจจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริงๆ บนท้องถนน มีการสังหารและความตาย มีควันไฟสีดำพุ่งพวยขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่เราก็หาได้สนใจ เราเมามายด้วยความสุขในห้องที่มืดมิดทั้งกลางวันและกลางคืน” (หน้า 47)

ขณะที่ตัวละครในเรื่อง “กลุ่มจิตบำบัด” ก้าวข้ามเวลาไปในความทรงจำที่ดำมืดของตัวเองและสังคม ผ่านกระบวนการทำหนัง จากเรื่องแต่งและการแสดงเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของจิตใจมนุษย์ ซึ่งทำให้คนธรรมดากระทำเรื่องเลวร้ายได้ไม่ยาก

ตัวละครในเรื่อง “สวรรค์ชายขอบ” ยังคงเป็นวัยรุ่นก่อนบรรลุนิติภาวะ นักเขียนให้เด็กสาวที่ชื่อ “ฟิรดาวส์” เป็นตัวแทนของโลกในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เหมือนมาจากห้วงกาลอื่น ซึ่งตัวละครเอกในฐานะตัวแทนของผู้อ่านไม่เคยรู้จักเข้าใจมาก่อน แม้จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันก็ตาม กระทั่งเด็กสาวเสียชีวิต พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาก็ยังคงมึนงงไปในการค้นหาความจริงเหล่านั้น

เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง “นอร์ท วินด์ บุ๊คส์” ซึ่งต้องเดินทางไปทำความรู้จักกับพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต และใช้ชีวิตแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง แล้วก็ค่อยๆ ค้นพบตัวเองขึ้นมา จากเงาสะท้อนของพ่อที่หลงเหลืออยู่ในเวลาที่อ้อยอิ่งของร้านหนังสือเก่าแห่งนั้น

เวลาที่ซ้อนทับกับมิติลี้ลับในเรื่อง “เต่ากระและฉลาม” ปอกเปลือกความสัมพันธ์ของตัวละครซึ่งเป็นนักธุรกิจหญิงจากตระกูลเก่าแก่ กับการเข้าครอบครองคุณค่าต่างๆ ด้วยอำนาจเงินตรา แต่ก็ยังคงรู้สึกล่องลอยโดยไม่รู้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตึกโบราณตามเมืองต่างๆ มาทำเป็นร้านอาหาร หรือความสัมพันธ์กับสามีซึ่งเป็นนักวิชาการด้านสมุทรศาสตร์ เล่าผ่านตัวละครนักเขียนซึ่งเธอจ้างให้เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา

ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือระหว่างความโดดเดี่ยวกับความผูกพัน ขยายความขึ้นเป็นตัวละครเจ้าหน้าที่ประจำหอวิทยุการบินในเรื่อง “กฎของคู่แปด” ซึ่งย้อนกลับไปสมัครเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่เคยเรียนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง แล้วย้อนระลึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตเกี่ยวเนื่องกับปัจจุบัน

เขาวงกตแห่งความแปลกปลอมซับซ้อนขึ้นในเรื่อง “ตอง” ซึ่งเล่าเรื่องของชายหนุ่มโปรแกรมเมอร์ที่กำลังทำซอฟต์แวร์จำลองภาพถ่ายดิจิตอลให้ละม้ายกับภาพถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ ระหว่างนั้นเขาก็สัมพันธ์กับภรรยาที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเรือสำราญ ควบคู่ไปกับตองซึ่งเป็นหญิงบริการ ฉากหลังเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเต็มไปด้วยสิ่งแปลกปลอม ตัวละครบอกเล่าสิ่งละอันพันละน้อยวกไปวนมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เหมือนมีความผิดพลาดที่มองไม่เห็นแฝงเร้นอยู่ตลอดเวลา

เวลายังคงซ้อนทับกันไปมาในเสียงเล่าของเรื่อง “ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น” ซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์และความจริงที่คลุมเครือ ขณะที่การพยายามรักษาเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วในเรื่อง “เรือนจำสองร้อยปี” กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ทับถมหนักหน่วงไม่รู้จบ

เวลาในเรื่องสั้นของ นฆ ปักษนาวิน เหมือนกระจกหลายบานที่ส่องสะท้อนกันอยู่ไปมา และเกี่ยวโยงกันเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ บางภาพเป็นสิ่งเดิมที่ปรากฏในอีกด้านหนึ่ง เหมือนตัวละครที่ชื่อ “ปาริสุทธิ์” ซึ่งคลุมเครือ มีเสน่ห์ และแผ่วบาง ปรากฏอยู่ในเรื่องราวที่ต่างกันหลายเรื่อง ทั้งหมดเป็นความขัดแย้งภายในตัวตนของมนุษย์ แตกกระจายไปกับภาพสะท้อนอันซับซ้อน อันเนื่องมาจากไม่อาจยึดเหนี่ยวความจริงภายนอกไว้อ้างอิงเป็นตัวตนได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกับเวลาภายในจิตใจที่วกวนไปมาไม่แน่นอน บางสิ่งวนเวียนอยู่ชั่วนิรันดร์ ขณะที่บางสิ่งอาจพลิกผันในชั่วพริบตา.

พิมพ์ครั้งแรก: Vote

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

หัวใจห้องที่ห้า - อังคาร จันทาทิพย์

: รมณีย์ในมหาพหุวิกฤต

550325.angkhan

[หัวใจห้องที่ห้า / อังคาร จันทาทิพย์ / ผจญภัยสำนักพิมพ์, มกราคม 2555]

อังคาร จันทาทิพย์ ทำงานกวีนิพนธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และรวมผลงานที่มีคุณภาพสม่ำเสมอแล้ว 5 เล่ม เขาเติบโตมากับกลุ่มกวีหนุ่มที่เรียกกันหลวมๆ ว่า “กวีหน้ารามฯ” ซึ่งเป็นชุมนุมของคนหนุ่มสาวที่สนใจในวรรณกรรมและกวีนิพนธ์มาตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ลักษณะร่วมของกวีกลุ่มนี้คือการแสวงหาแนวทางแสดงออกในแบบปัจเจกนิยม เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปในทางทุนนิยมมากขึ้น ทำให้อุดมการณ์ทางสังคมแต่เก่าก่อนเริ่มใช้อธิบายสถานการณ์ร่วมสมัยได้ไม่ถ้วน พวกเขาจึงต้องกลับมาเริ่มต้นที่ตัวเอง พร้อมทั้งมองหาแนวคิดใหม่ๆ ที่จะรองรับสำนึกเชิงสังคมของวรรณกรรม

อย่างกวีนิพนธ์เล่มแรกของ อังคาร จันทาทิพย์ คือ “คนรักของความเศร้า” (ปี 2542) เป็นการสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ผ่านภาษาพรรณนาและสัญลักษณ์ที่วางจังหวะ-ความหมาย สละสลวย ซับซ้อน และพร่าเลือน อยู่ในสัมผัสคำของฉันทลักษณ์ เช่นบท “แพร่งผกา”

“หนึ่งช่อก็หลายกลีบกุหลาบ / เคยภาพที่เห็นเล่นซ่อนหา / หอมเกสรซ่อนแพร่งกำแพงผกา / ซอกซอนไปในกลีบเวลาและอารมณ์” (หน้า 49)

งานเล่มต่อมาคือ “วิมานลงแดง” (ปี 2544) จะเห็นสำนึกเชิงสังคมในการวิพากษ์ยุคสมัย สำนวนโวหารที่ไหวหวั่นรวดร้าวก็นำมาใช้บรรยายสภาพสังคม นอกเหนือจากความรู้สึกส่วนตน เช่นบท “ข้างแรม : รอยราตรีบนดวงหน้าอดีต”

“เมืองแจกจ่ายความสุขไปทุกตรอก / แผ่ความเศร้าไปเย้าหยอกทุกหย่อมย่าน / บำเรอฝันแล้วฉีกฝันอันตรธาน / สวรรค์แห่งแรงบันดาลกร้านเกรียมนัก” (หน้า 80)

ความพยายามที่จะเรียบเรียงแนวความคิดใหม่ๆ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพพจน์ในบทร้อยกรอง จะเห็นได้ในเล่ม “ที่ที่เรายืนอยู่” (ปี 2550) ความหมายในการใช้ถ้อยคำเพื่อสื่อสารชัดเจนขึ้นมาก ชั้นเชิงกวีก็ใช้เรียบเรียงเนื้อความให้สละสลวย คมคาย และสะเทือนอารมณ์ เช่นบท “อนาคตไล่ฆ่า...” ซึ่งเขาเขียนบทกวีขึ้นแย้งกับหนังสือฮาวทูประเภทไล่ล่าอนาคต

“อดีตอันแสนไกลก็ไล่ล่า / ปัจจุบันไล่ฆ่ายิ่งบีบเข้า / เรืองรุ่ง ทรุดเสื่อม เลื่อมซ้อนเงา / เงื้อมงำโลกให้ดูเยาว์แต่เก่าชรา” (หน้า 23)

เมื่อมาถึงเล่ม “หนทางและที่พักพิง” (ปี 2552) อังคารพยายามหาแนวคิดรวบยอดเพื่อจะร้อยบทกวีให้อยู่ในเค้าโครงเดียวกันเป็นเอกภาพ อาศัยเรื่องราวจากพุทธประวัติที่คุ้นเคยในมหรสพพื้นบ้าน นำมาแต่งเทียบเคียงและตีความกับประสบการณ์ชีวิตในปัจจุบัน บทร้อยกรองของเขาในเล่มนี้คมชัด เรียบง่ายและกลมกลืน เต็มคำ เต็มความหมาย ไม่ปล่อยให้พร่าเลือนเหมือนที่ผ่านมา เช่นบท “เสียงเคาะไม้เท้าของมาร”

“คล้ายค่อยโรยลงอ่อนล้าชราภาพ / โงนเงน เงิบงาบ ง่วงเหงา / ผมหงอกโพลนรางขาวดอกเลา / พึมพำเศร้าเบาแผ่วว้างแว่วยิน... / สลับเสียงเคาะไม้เท้าแต่ละครา / ให้คำนึงถึงเสียงกาจิกก้อนหิน / เคียดแค้น ขมขื่น จะกลืนกิน / สะท้อนดินกระดอน สะท้อนใจ” (หน้า 49)

กวีนิพนธ์เล่มที่ 5 ของ อังคาร จันทาทิพย์ ใช้ชื่อว่า “หัวใจห้องที่ห้า” เป็นผลงานที่แสดงวุฒิภาวะผ่านการประมวลประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านพบมา ทั้งยังประมวลชั้นเชิงฝีมือที่งามในพร่าเลือนและงามในกลมกล่อมไว้อย่างครบถ้วน แนวคิด ทฤษฎี และการศึกษาข้อมูลประกอบก็มีเท่าที่จำเป็น กล่าวได้ว่าบทกวีหลายบทที่กินใจในเล่มนี้เกิดจากการเข้าใจในเนื้อสารอย่างถ่องแท้อยู่ก่อนแล้ว จนงอกงามอย่างเป็นธรรมชาติออกมาเอง

ภาพรวมกล่าวถึงความเสื่อมสลายของหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม เมื่อนำมาถ่ายทอดอย่างประณีตลึกซึ้งก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรมณีย์แห่งความอาดูรสูญสิ้นโดยแท้ ด้วยโลกในช่วงเวลาที่ผ่านมา ล้วนเต็มไปด้วยเภทภัยอันตรายน่าโศกสลด ทั้งภัยธรรมชาติอันวิกฤต และภัยจากความขัดแย้งรุนแรงในสังคมมนุษย์เอง คลื่นแห่งความสูญเสียประเดประดังเข้ามาหลายระลอก และสะท้อนกลับไปมา ทั้งโลกภายในและโลกภายนอก หากยังมีขวัญกำลังใจชนิดพิเศษที่คงให้ยืนหยัด เป็นดวงใจอันใฝ่ดีท่ามกลางมหาพหุวิกฤตของสังคม ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หัวใจห้องที่ห้า”

อังคารขับความเข้มข้นและหนักหน่วงในบทกวีของเขาขึ้นมาจากการย้อนกลับไปพิจารณารากเหง้า และสายสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งแปรเปลี่ยนและผิดรูปผิดรอยไปจากเดิม เขาสำรวจทั้งรากเหง้าของสังคม ผ่านเรื่องเล่านิทานปรัมปราต่างๆ และสำรวจรากเหง้าของตัวเอง ผ่านเรื่องราวของครอบครัวและวิถีชุมชนที่เติบโตมา หนังสือแบ่งออกเป็นสองภาค ว่าด้วยการล่มสลายของยุคสมัย สงคราม ความขัดแย้งรุนแรงในสังคม ความสัมพันธ์อันแหว่งวิ่น และความหวังที่พังทลาย และว่าด้วยการเสื่อมสลายของอารยธรรม การแปรผันของวัฒนธรรม การประสมปนเปในโลกไร้พรมแดน และการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมสมัยใหม่ที่แปลกแยก เหมือนข่าวสารที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มองไปทางใดก็เห็นแต่วิกฤตการณ์ ทั้งแนวรบด้านตะวันตก... แนวรบด้านตะวันออก... แนวรบด้านใต้... กระทั่งแนวรบกลางเมืองใหญ่ถึงถนนชนบท...

“จากหนึ่งสู่มหาพหุวิกฤต / ฝันวิปลาส หวังวิปริตอันลื่นไหล / ฉีกรอยแผลกั้นกลางกว้างและไกล / ปิดทางสายหมายมุ่งให้เลือนราง... / จากเมืองใหญ่ถึงถนนชนบท / เงาวิกฤตปรากฏเป็นรูปร่าง / รุนผลักหลากเหล่าคนสู่หนทาง / ท้องถนนไม่เคยร้างอยู่อย่างนั้น!” (หน้า 37)

แม้หลายบทจะมีที่มาจากข่าวสาร แต่กลับไม่เป็นการเล่าซ้ำในรูปร้อยกรอง ซึ่งจะกลายเป็นกวีสถานการณ์ที่มีอายุเพียงข้ามคืน เพราะอังคารขับเคี่ยวจนถึงแก่นแท้ของปัญหา หรือเคี่ยวกรำจากแก่นแท้ภายในตนเองที่สะสมมา เช่นบท “ภาพสะท้อนในวาวหยาดน้ำตาหม่อง ทองดี” เขาจับถึงประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยที่ไร้สิทธิ์ในแผ่นดินอื่น บท “ไม่มีของขวัญจากสงคราม” ก็บอกเล่าถึงอีกแง่มุมหนึ่งที่ใกล้ชิดกับวีรบุรุษ หรือบท “รมณีย์ดอกไม้” ก็มองเห็นสวนสะพรั่งอันเป็นผลิตผลจากการงานของนักเขียนอาวุโสผู้ล่วงลับ

ด้วยความผูกพันล้ำลึกต่อครอบครัวและวิถีชนบท ทำให้บทกวีที่เขียนถึงความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เคยงดงามอยู่ในความทรงจำนั้นสั่นสะเทือนจิตใจไม่น้อย เช่นบท “ฤดูเก็บเกี่ยว” ซึ่งรำลึกถึงความสุขครั้งวัยเยาว์ในวิถีเกษตรกรรม บท “หมู่บ้านในเสียงตอกเสาเข็ม” และ “บทสนทนาของคนพลัดถิ่น” ก็บอกเล่าถึงชีวิตคนชนบทที่ต้องมาผจญชีวิตอันหยาบกร้านในเมืองใหญ่ บท “อธิปไตยเหนือที่นาผืนเล็กเล็ก” ก็เปรียบเปรยให้เห็นความเจ็บปวดของเกษตรกรเหมือนรั้วหนามและเสาซีเมนต์ที่ปักลงบนท้องนา หรือบท “ในกระเป๋าสัมภาระ” ที่เล่าถึงห่อข้าวที่แม่มักจะแอบซุกใส่กระเป๋าให้ลูกชายไปกินยามที่ต้องเดินทาง

อาจจะมีบางบทที่ผู้เขียนพยายามกล่าวถึงเรื่องที่ไกลตัวและไม่เข้าใจอย่างถ่อยแท้อยู่บ้าง จนเป็นเสมือนเพียงการเล่นคำ แต่บทกวีโดยรวมในเล่มนี้ก็บ่งบอกถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มคนของกวีผู้หนึ่ง.

พิมพ์ครั้งแรก: Vote

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

เงินตราพาร่ำรวย - วรากรณ์ สามโกเศศ

: เป็นมิตรกับเงินทอง

540308.money

[เงินตราพาร่ำรวย / วรากรณ์ สามโกเศศ / สำนักพิมพ์อมรินทร์ HOW-TO, พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2553]

การจัดการเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่ไม่มีสอนในโรงเรียน และแต่ละครอบครัวก็อาจมีประสบการณ์จำกัดในการบอกสอน แต่ละคนจึงต้องเรียนรู้สังเกตกันเอง ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นในการใช้ชีวิตปัจจุบัน คนจำนวนมากจัดการเรื่องเงินไม่เป็น และเป็นทุกข์ทั้งการหาเงินและการใช้เงิน ทั้งยังเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ด้วยขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

บ้านเรามีผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และบอกเล่าให้เข้าใจง่ายอยู่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ วรากรณ์ สามโกเศศ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์ย่อยง่ายมานาน หนังสือชุด “รู้ก่อนรวยกว่า” รวมมาจากคอลัมน์ชื่อเดียวกันในนิตยสารแพรว น่าจะให้เคล็ดลับ เทคนิค และวิธีการจัดการเงินแก่ผู้สนใจได้ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยก็จะได้ท่าทีที่ถูกต้องต่อเรื่องเงิน

ตอนนี้มีออกมา 4 เล่ม คือ “เงินไหลมา” “เงินทองของ (ไม่) หมู” “เงินต่อเงิน” และ “เงินตราพาร่ำรวย”

แต่ละเล่มมีเนื้อหาแยกกัน แต่ละบทเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในแต่ละประเด็น อ่านเก็บแง่คิดไปเพลินๆ แม้จะใช้คำว่า “ร่ำรวย” มาเป็นตัวล่อทางการตลาด แต่สาระที่แท้จริงคือการมีท่าทีที่ถูกต้องต่อเงิน

หลายต่อหลายบท อ.วรากรณ์จึงพยายามแก้ไขทัศนคติที่ผิด และเสนอแนวคิดที่เป็นจริงกว่า เช่น การให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไปจนไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงของมัน ดังคำที่ติดปากว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” พวกที่หาเงินด้วยวิธีการที่ผิด อย่างขโมย ปล้น ฉ้อโกง แท้แล้วมีต้นทุนสูงมาก เพราะต้องเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม รวมทั้งต้องแลกกับความสงบสุขในชีวิต หากเทียบกับคนที่ได้เงินจากการทำงานสุจริต กลับมีต้นทุนต่ำกว่า ก่อให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งยังมีความภาคภูมิใจ มีความสุขสบายใจ ซึ่งเป็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต และมีเงินเท่าไรก็หาซื้อไม่ได้

อ.วรากรณ์บอกว่า เงินที่มีคุณค่าในทางวิชาการนับจากการทำงานที่ก่อให้เกิดผลผลิตเท่านั้น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องเงิน นอกจากจะทำให้หาเงินอย่างไม่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้ใช้เงินไม่เป็นด้วย คือใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย แต่อาจไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการจริงๆ อย่างที่ อ.วรากรณ์ชี้ให้เห็นว่า

“เงินซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้ เงินซื้ออาหารได้ แต่ซื้อความอยากกินไม่ได้ เงินซื้อเซ็กซ์ได้ แต่ซื้อความรักไม่ได้ เงินซื้อเพื่อนได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้ เงินซื้อทุกสิ่งได้ แต่ซื้อความสงบทางใจไม่ได้ ฯลฯ” (หน้า 58)

นั่นเพราะแยกแยะไม่ได้ระหว่างความต้องการจริงๆ กับความต้องการทางอารมณ์ มิใช่จะให้จำกัดความสุขสมของตัวเอง แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อการตอบสนองที่แท้จริง อ.วรากรณ์บอกว่า การใช้เงินอย่างไร้สาระอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า “Monkey” นั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน แต่ก็ต้องไม่เกินเลยจากความสามารถในการจับจ่ายของตน เพราะจ่ายมากจ่ายน้อยก็เพียงแค่สนองอารมณ์เดียวกัน

ของบางอย่างจำเป็นต่อชีวิตเราจริงๆ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก เช่น ความสุขบางอย่าง หรือการมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ ตรงกันข้ามกับการตั้งหน้าตั้งตาหาเงินโดยไม่มีความสุขและเสียสุขภาพ และต้องใช้เงินทองมากมายกอบกู้รักษาในภายหลัง ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการชีวิตที่ไม่ฉลาดนัก

เช่นเดียวกับเรื่องการอดออม ซึ่งไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญนัก ทั้งที่มีความจำเป็น ขณะที่สังคมบริโภคก็กระตุ้นให้จับจ่ายเกินตัว หากไม่เข้าใจรู้เท่าทันก็อาจจะไขว้เขวได้ง่าย

“แท้จริงแล้วการอดออมมิได้เป็นไปเพื่อลดทอนความสุขหรือสนุกสนาน หากแต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเพื่อเพิ่ม เพียงแต่เป็นการเพิ่มที่ข้ามช่วงเวลา ถ้ามีเงินแล้วใช้ไปทั้งหมดโดยไม่มีการอดออม ก็หมายถึงเรามีความสุขในช่วงเวลาปัจจุบันและจบลงเพียงแค่นั้น แต่หากมีการอดออมเอาไว้ ความสุขจากการใช้เงินในช่วงเวลาปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ โดยอาจมีไม่มากเท่ากรณีใช้เงินทั้งหมด แต่เงินที่อดออมไว้จะไปช่วยขยายความสุขในอนาคต” (หน้า 49)

บทความในหนังสือยังยกตัวอย่างประสบการณ์ที่มีประโยชน์ทั้งต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และภาพกว้างในสังคม เป็นช่วงเวลาที่มีวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา จะได้เห็นตัวอย่างที่ผิดพลาดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมบริโภค จากชีวิตของคนอเมริกัน และเห็นแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมที่มั่นคงยั่งยืนกว่า

จากภาพกว้างในระดับโลกลงมาสู่ตัวอย่างจากชีวิตคน เช่น คนอย่างยายของ บารัค โอบามา ที่เลี้ยงหลานซึ่งเป็นเด็กเลือดผสมและพ่อแม่หย่าร้างกัน เพื่อไม่ให้เป็นเด็กมีปัญหา และยังอดออมสั่งสมทุนเพื่อการศึกษา จนหลานประสบความสำเร็จในชีวิต

หรือชายชาวอังกฤษอย่าง มาร์ติน วีลเลอร์ ซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทย และปักหลักเป็นเกษตรกรอยู่ในเมืองไทย จนเป็นเหมือนปราชญ์ชาวบ้านที่พบความมั่นคงของชีวิตในความเรียบง่าย

นอกจากนี้ยังเห็นภาพอีกด้านของเงินซึ่งทำให้คนหยาบคาย เช่นเดียวกับสัตว์ที่อยู่ในด้านบนของห่วงโซ่อาหาร หรือเงินสามารถทำลายลูกได้หากพ่อแม่ไม่รู้จักเตรียมพร้อมให้ถูกทาง และเงินก็อาจเป็นอันตรายในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย

ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการบีบเค้นประโยชน์จากเงินให้คุ้มค่า วิธีการลดรายจ่าย จะซื้ออะไรก็ให้คำนึงถึงค่าเสื่อมของมันด้วย จะซื้อรถก็ต้องนึกถึงค่าเสื่อมสภาพ จะซื้อบ้านก็ให้นึกถึงในแง่ของการลงทุนที่เป็นทรัพย์สินระยะยาว จะติดก๊าซ LPG หรือ NGV ก็ให้คิดคำนวณถึงการใช้งานที่ต่างกัน จะให้ทิปอย่างไรไม่ให้สูญเปล่า จะซื้อทองอย่างไรให้คุ้มค่า ฯลฯ

รวมแล้วก็เป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของแต่ละคน ความเพียงพอหรือพอเพียงของแต่ละคนต่างกัน ข้อมูลความรู้ที่แต่ละคนสนใจก็คงต่างกันด้วย อย่างไรก็ต้องยืนพื้นอยู่กับการเห็นว่าเงินเป็นแค่เครื่องมือในการใช้ชีวิต มิใช่ใช้ชีวิตเพื่อหาเงินอย่างเดียว.

พิมพ์ครั้งแรก: Vote

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พรีเซนเทชั่นเซน: ไอเดียเรียบง่ายในการออกแบบและนำเสนออย่างทรงพลัง - การ์ เรย์โนลด์ส

: เรียบง่ายไว้ก่อน

540222.presentation

[พรีเซนเทชั่นเซน: ไอเดียเรียบง่ายในการออกแบบและนำเสนออย่างทรงพลัง (Presentation Zen: Simple Ideas on Presentation Design and Delivery) / การ์ เรย์โนลด์ส (Garr Reynolds) - เขียน / ธัญญา ผลอนันต์ และคณะ – แปลและเรียบเรียง / สำนักพิมพ์ขวัญข้าว ’94, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2553]

เราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้แต่เด็กเล็กก็ต้องเรียนรู้การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโปรแกรมในการจัดการเอกสารเบื้องต้น

แต่แทนที่เครื่องมืออำนวยความสะดวกเหล่านี้จะทำให้สบายขึ้น การประมวลผลและการสื่อสารที่รวดเร็วกลับทำให้ต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลที่ท่วมท้นแทน การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการนำเสนอผลงานกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งเหยิงรกรุงรัง หาแก่นสารความคิดไม่เจอ แทนที่จะทำให้เกิดความน่าสนใจชวนติดตาม การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้กลับทำให้การนำเสนอเป็นเรื่องน่าเบื่อชวนหลีกหนีไปเสีย

เพราะฉะนั้นการนำเสนอด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ก็ต้องการศิลปะ เพื่อให้เป็นนายเหนือเทคนิค และศิลปะของการนำเสนอที่ทรงพลังก็คือความเรียบง่าย

แต่การย่อยสลายข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เรียบง่ายและน่าสนใจเป็นเรื่องยาก และต้องมีแนวทางในการปฏิบัติเหมือนกัน การ์ เรย์โนลด์ส (Garr Reynolds) เป็นนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอ เขานำแนวคิดแบบ “เซน” ในศาสนาและศิลปะหลายแขนงของญี่ปุ่น มาดัดแปลงเป็นหลักการในการนำเสนอด้วยสไลด์จากโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์หรือคีย์โน้ตในเครื่องแมค เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายอย่างมีศิลปะ

เพราะเซนนั้นมีหลักอยู่บนความเรียบง่าย เข้าถึงแก่นแท้ น้อยแต่กินความมาก ดังจะเห็นจากสวนหินในวัดญี่ปุ่น บทกวีไฮกุ ศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น หรือแม้แต่อาหาร

“อาหารกล่องญี่ปุ่นประกอบด้วยอาหารที่จัดเรียงในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพและหมดจดที่สุด อาหารกล่องดูเรียบง่าย สวยงามและสมดุล ไม่มีสิ่งใดขาด ไม่มีสิ่งใดเกิน ไม่ได้ตกแต่งอย่างสวยหรู แต่ออกแบบอย่างงดงาม มันดูดีและอร่อยด้วย การใช้เวลา 20 นาทีกับอาหารกล่องเป็นประสบการณ์ที่รื่นรมย์” (หน้า 6)

การ์อยากให้การนำเสนอผลงานด้วยโปรแกรมพรีเซนเทชั่นเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์สำหรับผู้คน นอกเหนือจากสาระที่ได้รับ แทนที่จะเป็นความทุกข์ทรมานน่าเบื่อหน่าย ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาแล้วยังไม่ได้เนื้อหาอีกด้วย

หลังจากแจกแจงความเลวร้ายของงานนำเสนอที่ไม่มีประสิทธิภาพ และยกตัวอย่างประกอบ เขาก็มุ่งตรงเข้าสู่แก่นของแนวทางแบบเซน ทั้งทางศาสนาและศิลปะ

“ขั้นตอนแรกของการมุ่งสู่ทางสว่างเห็นธรรมคือการตระหนักรู้ว่า ชีวิตนั้นสับสนวุ่นวาย ไม่สมบูรณ์แบบ และความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตนั้น มีสาเหตุมาจากการยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย การยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร” (หน้า 7)

เช่นเดียวกับธรรมชาติของข้อมูลที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายไร้ระเบียบ และต้องการการจัดการให้เป็นระบบแบบแผน ซึ่งการ์ก็ยืมหลักเกณฑ์มาจากเซนอีกเช่นกัน

“หัวใจของเซนอยู่ที่การตระหนักรู้ในตัวตน มีความสามารถในการเห็นและค้นพบ เซนเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริงและเกี่ยวข้องกับ ‘ที่นี่’ และ ‘เดี๋ยวนี้’” (หน้า 8)

เขาลากเข้าเรื่องว่าหัวใจของการนำเสนออยู่ที่การตระหนักรู้ในเนื้อหา หรือความสามารถในการเห็นหรือค้นพบมโนทัศน์ (conceptual) เพื่อทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายในการสื่อสารกับผู้คน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ “ที่นี่” และ “เดี๋ยวนี้” นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นการนำเสนอที่ประสบความสำเร็จ

การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันจนเห็นเป็นมโนทัศน์ทำได้หลายวิธีการ วิธีหนึ่งที่การ์แนะนำในช่วงเตรียมการก็คือให้อยู่ห่างจากคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องมือและโปรแกรมเหล่านั้นจะกลายเป็นกรอบจำกัดของความคิด ขณะที่การเขียนบนกระดาษด้วยมือจะเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองซีกขวาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า ความคิดจะลื่นไหลและช่วยให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่า

จากนั้นค่อยเปิดคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งความเรียบง่ายจะมาจากความคิดที่ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว เพราะจะรู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรที่ไม่จำเป็น

“กิจกรรมในแต่ละวันซับซ้อนและเต็มไปด้วยข้อมูลและทางเลือกมากมาย การออกแบบการสื่อสารที่ชัดเจนและกระชับตรงประเด็นจึงมีความสำคัญมาก ความชัดเจนและเรียบง่ายคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ แต่ก็หาได้ยากเต็มที หากคุณต้องการสร้างความประหลาดใจหรือสร้างความประทับใจเกินความคาดหมายให้กับผู้คนรอบข้าง คุณทำได้โดยการสื่อสารให้สง่างาม เรียบง่าย ชัดเจนและยอดเยี่ยม ‘ความยอดเยี่ยม’ วัดได้จากสิ่งที่ตัดทิ้งไป ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา” (หน้า 42)

การเล่าถึงหลักในการออกแบบตามที่จำเป็น ซึ่งหยิบยืมมาจากศาสตร์หลายแขนง เบื้องต้นคือต้องตระหนักว่าการออกแบบไม่ใช่การตกแต่งหรือประดับประดา แต่การออกแบบคือการทำให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย การออกแบบที่มีศิลปะอาจมีประสิทธิผลมากกว่านั้น คือใช้น้อย เผยเพียงบางส่วน แต่ก่อให้เกิดจินตนาการหรือสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบ

หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามขั้นตอนการนำเสนอ คือ การเตรียมการ การออกแบบ และการบรรยาย การ์บอกเล่าประสบการณ์ทั้งที่เป็นปัญหาและความสำเร็จ และยกตัวอย่างจากศิลปะแบบเซนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเทียบให้เห็นวิธีการและประสิทธิภาพของความเรียบง่าย ตามกระบวนการใน 3 ขั้นตอนนั้น

บางส่วนเขาก็ก้าวล่วงไปในทางปรัชญาเสียจนเกินกว่าการใช้งานในทางโลก อย่างเทียบการบรรยายนำเสนอผลงานกับการปฏิบัติธรรม การฝึกดาบ การเล่นดนตรี หรือเสมือนว่าเป็นการทำงานศิลปะของศิลปิน นั่นบอกถึงความสนใจของเขาที่ออกจะเกินจากหน้าที่การงาน และทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจนเกินกว่าจะเป็นแค่คู่มือการออกแบบงานพรีเซนเทชั่น

“เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง คุณจะมองเห็นตนเองว่าซึมซับได้ ไม่ใช่อ่อนแอ คุณจะเปิดกว้างต่อสิ่งที่ไม่รู้จักและอิทธิพลใหม่ ไอเดียใหม่ แทนที่จะต่อต้านและต่อสู้แม่น้ำแห่งชีวิต คุณจะเคลื่อนเข้าหามันด้วยความลื่นไหลและสง่างาม เรียนรู้ที่จะเข้าร่วมแทนที่จะต้านกระแส อารมณ์ขันเป็นวิธีมหัศจรรย์ในการเตือนผู้อื่นรอบตัวเรา ไม่สำคัญว่างานจะหนักเพียงใด ตัวตนที่แท้จริง และ ‘แก่นแท้’ ที่สุดของเราจะไม่คลั่งไคล้กับความต้องการแบบเด็กๆ สิทธิประโยชน์หรือการคาดการณ์ แต่จะสนับสนุน มั่นใจ ช่วยเหลือและให้แรงบันดาลใจ คนอื่นจะมองเห็นด้านนี้ของคุณผ่านการนำเสนอ” (หน้า 198)

การนำเสนออย่างเรียบง่ายจึงอาจจะเป็นกุญแจสำคัญของการทำงานในโลกยุคยุ่งเหยิง.

พิมพ์ครั้งแรก: Vote